รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบัน ประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 เมื่อเริ่มใช้บังคับได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คน มาจาก 1) การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จำนวน 350 คน โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละ 1 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละ 1 คะแนน และ 2) บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง จำนวน 150 คน ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่มาจากการนำคะแนนของการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งรวมทั้งประเทศมาคำนวณหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง โดยใช้บัตรเลือกตั้ง 1 ใบ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกระบบการเลือกตั้งนี้ว่า “ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม” และนำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ใช้บังคับ จากผลการเลือกตั้งปรากฏว่า ระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวประสบปัญหาหลายประการ เช่น ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการคำนวนหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่สะท้อนเจตจำนงประชาชนเท่าที่ควร จนนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เป็นต้น
ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 ซึ่งกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 500 คนเท่าเดิม แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจากเดิม 350 คนเพิ่มขึ้นเป็น 400 คน ให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละ 1 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละ 1 คะแนน และจำนวนสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจากเดิม 150 คน ลดลงเหลือ 100 คน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนประชากรแต่ละพื้นที่ สามารถเข้าถึงปัญหาของประชาชนในพื้นที่ได้ทั่วถึงมากขึ้น และให้ประชาชนมีอำนาจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อตามหลัก “หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง” อย่างแท้จริง ซึ่งการคำนวณสัดส่วนผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองที่จะได้รับเลือกตั้ง ให้นำคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งมารวมกันทั้งประเทศ แล้วคำนวณเพื่อแบ่งจำนวนผู้ที่จะได้รับเลือกของแต่ละพรรคการเมืองเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กันโดยตรงกับจำนวนคะแนนรวมข้างต้น โดยใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 ใบ และแบบบัญชีรายชื่อ 1 ใบ แยกออกจากกัน เรียกระบบการเลือกตั้งแบบนี้ว่า “ระบบผสมคู่ขนาน” และเริ่มนำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบเลือกตั้งของประเทศไทย เนื่องจากกลับมาใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เหมือนกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ใช้บังคับ
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมคู่ขนาน และใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบเช่นเดิม สำหรับสีของบัตรเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง “สีเขียว” สำหรับลงคะแนนเลือกคนที่รักให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และบัตรเลือกตั้ง “สีชมพู” สำหรับลงคะแนนเลือกพรรคที่ชอบให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ
นอกจากนั้น ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย โดยผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จะได้รับบัตรออกเสียงประชามติ “สีเหลือง” เพิ่มอีก 1 ใบ โดยแสดงความเห็นในประเด็นคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งการลงคะแนนออกเสียงประชามติจะมี 3 แนวทาง คือ “เห็นชอบ” “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ขั้นตอนและกระบวนการออกเสียงประชามติจะเป็นไปในทำนองเดียวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยหลังจากหย่อนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสร็จแล้ว ให้เดินไปยังจุดถัดไปในที่เลือกตั้งเดียวกันเพื่อใช้สิทธิออกเสียงประชามติ
ทั้งนี้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมือง สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
Copyright © 2022 National Assembly Library of Thailand
The Secretariat of the House of Representatives
1111 Samsen Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit, Bangkok 10300, THAILAND
Tel: +66(0) 2242 5900 ex 5714, 5715, 5721-22 Fax: +66(0) 2242 5990
E-mail: library@parliament.go.th