Radio Script

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรปฏิบัติการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ได้สร้างปัญหาการชะลอตัวและหยุดชะงักของเศรษฐกิจในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ความสามารถในการจ่ายคืนหรือชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคเอกชนลดลง รัฐบาลในหลายประเทศจำเป็นต้องกู้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสฯ ดังกล่าว ทั้งด้านสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ การมีมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้นในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบกับประชาชนในประเทศนั้น ๆ จนยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากรัฐบาลอาจจะเพิ่มอัตราภาษีเพื่อจัดเก็บรายได้มากขึ้น และภาษีส่วนหนึ่งอาจถูกแบ่งไปชำระหนี้มากกว่าการนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ในกรณีร้ายแรงหากประเทศใดมีหนี้สาธารณะสูง ซึ่งแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการหรือไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ประเทศก็อาจเกิดวิกฤติถึงขั้นล้มละลายได้

สำหรับประเทศไทย  “หนี้สาธารณะ” ตามคำนิยามของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 หมายถึง หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน และหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นไปอย่างมีระบบมีประสิทธิภาพและควบคุมดูแลการก่อหนี้โดยรวมให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2564 สถานะหนี้สาธารณะคงค้างของไทย มีจํานวน 8,593,834.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.91 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 7,532,356.14 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 768,891.86 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 285,359.57 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 7,226.63 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นหนี้ในประเทศ ร้อยละ 98.14 และหนี้ต่างประเทศร้อยละ 1.86 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด ซึ่งเมื่อแบ่งตามอายุคงเหลือ สามารถแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาว ร้อยละ 85.25 และหนี้ระยะสั้น ร้อยละ 14.75 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมการใช้อำนาจและการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการนำเสนอกฎหมาย การก่อหนี้ และเพื่อให้เกิดการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐให้มีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน จึงกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ซึ่งไปตามกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กําหนดกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ซึ่งออกตามความในมาตรา 11 (4) ประกอบมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐในการประชุม ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

Script Writer
สุภัทร คำมุงคุณ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดบทบัญญัติหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่และเป็นกลไกสำคัญเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ3 ประการ คือ (1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ (2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ และ (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 7 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้านกฎหมาย (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม (5) ด้านการศึกษา (6) ด้านเศรษฐกิจ และ (7) ด้านอื่น ๆ 

ต่อมาได้มีการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศและประกาศใช้บังคับเมื่อปี 2561โดยกำหนดแผนการปฏิรูปประเทศไว้ 11 ด้าน ภายหลังได้ปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศเป็น 13 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้านกฎหมาย (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม (5) ด้านเศรษฐกิจ (6) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (7) ด้านสาธารณสุข (8) ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ (9) ด้านสังคม (10) ด้านพลังงาน (11) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (12) ด้านการศึกษา (13) ด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้วุฒิสภาในวาระเริ่มแรกเป็นกลไกหลักในการกำกับและขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ รวมถึงการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้นแล้ว การเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16การปฏิรูปประเทศได้กำหนดให้มีการเสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 

โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศนั้น กำหนดให้เฉพาะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอและให้แจ้งต่อประธานรัฐสภาทราบด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการติดตามและขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของแต่ละสภา อาจเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย โดยการยื่นคำร้องดังกล่าวจะต้องยื่นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วเสร็จ และเมื่อประธานรัฐสภาได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัยซึ่งประกอบด้วยประธานวุฒิสภาเป็นประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหนึ่งซึ่งเลือกกันเองระหว่างประธานคณะกรรมาธิการสามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการซึ่งการวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมให้ถือตามเสียงข้างมากและให้เป็นที่สุด โดยให้ประธานรัฐสภาดำเนินการไปตามคำวินิจฉัยนั้น

หลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศและเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วหลายฉบับ โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีความสอดคล้องเชื่อมโยงตามแผนการปฏิรูปประเทศที่ได้กำหนดไว้ และบางฉบับได้มีผลประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2563 (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2564 (จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) และพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564

Script Writer
อนุชา ดีสวัสดิ์, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ภาวะมลพิษทางทะเลอันเกิดจากเรือเดินทะเลถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในทะเลเป็นอย่างมาก การให้ความสำคัญด้านการควบคุมภาวะมลพิษทางทะเลจากเรือต้องอาศัยความร่วมมือในหลายภาคส่วน ลักษณะภาวะมลพิษที่เกิดจากเรือเดินทะเลมีด้วยกันอยู่ 3 ลักษณะ คือ การทิ้งเท อุบัติเหตุในการเดินเรือ และการปล่อยทิ้งของเสียอันเกิดจากปฏิบัติการของเรือ ซึ่งของเสียอันเป็นมลพิษจากปฏิบัติการของเรือนี้ประกอบไปด้วย น้ำมัน สารอันตราย สิ่งปฏิกูล ขยะ และมลพิษทางอากาศ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการควบคุมเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ 

ปัจจุบันสนธิสัญญาเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษทางทะเลจากการทิ้งเทมีอยู่หลายฉบับ โดยฉบับที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับ คือ “อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันภาวะมลพิษทางทะเลจากการทิ้งเทของเสียและสสารอื่น ค.ศ. 1972” มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้งจนกระทั่งถึงพิธีสาร 1996 หรือเรียกว่า “พิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996” มีหลักการสำคัญ คือ การห้ามทิ้งเทหรือเผาของเสียและวัสดุอื่นลงในทะเล เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นตามพิธีสารฯ โดยกำหนดหน้าที่และให้อำนาจรัฐในการควบคุมและกำกับดูแลกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล เพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล โดยกำหนดระบบการอนุญาตและระบบการประเมินการทิ้งเทวัสดุลงทะเลเพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล 

พิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น 53 ประเทศ มีผลใช้บังคับบริเวณทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตไหล่ทวีป ยกเว้นบริเวณน่านน้ำภายใน ทั้งนี้ พิธีสารดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้เมื่อมีกรณีจำเป็นต่อการป้องกันความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์หรือของเรือ กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยห้ามทิ้งเทของเสียหรือเผาของเสียหรือวัสดุอื่นทุกชนิด เว้นแต่ของเสียหรือวัสดุอื่นจำนวน 8 ประเภท ที่ได้รับข้อยกเว้นสามารถทิ้งเทได้ ได้แก่ 1) วัสดุที่ขุดลอก 2) กากตะกอนน้ำเสีย 3) ของเสียจากอุตสาหกรรมประมงและวัสดุจากการปฏิบัติการอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ 4) เรือ แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล 5) วัสดุทางธรณีวิทยา อนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย 6) วัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ 7) วัตถุขนาดใหญ่ 8) กระแสคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ วัสดุทั้ง 8 ประเภทข้างต้นจะต้องได้รับการอนุญาตก่อนทำการทิ้งเท โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตตามที่รัฐภาคีกำหนด

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 จึงมีพันธกรณีในฐานะรัฐภาคีที่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวในข้อ 210 ว่า “การเททิ้งภายในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือบนไหล่ทวีปจะกระทำมิได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งจากรัฐชายฝั่งซึ่งมีสิทธิอนุญาต” ภาคีอนุสัญญามีหน้าที่ต้องจัดให้มีกฎหมายภายในเพื่อรองรับพันธกรณีดังกล่าว

คณะรัฐมนตรีได้เสนอ เรื่อง พิธีสาร ค.ศ. 1996 ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. 1972 ต่อที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกับพิธีสารฯ จากนั้นหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุม ไปเสนอในการยกร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. …. ให้กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อจะนำกลับมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้ง และเสนอกระทรวงการต่างประเทศเพื่อการดำเนินการให้สัตยาบันในพิธีสารต่อไป

การเข้าเป็นภาคีพิธีสารฉบับนี้จะช่วยปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลตามกระแสสังคมปัจจุบันที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางทะเล เห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ขณะที่ประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีพิธีสารระดับภายในประเทศ ถือเป็นการยกระดับกฎหมายของประเทศที่จะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งกำหนดมาตรฐานการป้องกันควบคุมการทิ้งเทของเสียที่จะก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลที่มีเอกภาพ ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพการบังคับใช้ มีการควบคุมป้องกันตั้งแต่ต้นทางปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และน่านน้ำชายฝั่ง จากการที่เรือต่างชาติลักลอบนำของเสียหรือวัสดุทิ้งเทในพื้นที่ทางทะเลของไทย อีกทั้งการเข้าเป็นภาคีพิธีสารจะเป็นการเริ่มต้นมุ่งสร้างวินัยให้คนในชาติในการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย

Script Writer
ณัฐพงศ์ พันธุ์ไชย, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชน ปัจจุบันประกอบด้วยเส้นทางสำคัญ 3 ส่วน คือ 

1. ส่วนหลัก ประกอบด้วย สายสุขุมวิท (สถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช) และสายสีลม (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน) โดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) เป็นผู้ลงทุนทั้งหมดรวมถึงการบริหารจัดการเดินรถและได้รับสิทธิในการเก็บค่าโดยสารตลอดอายุสัญญาสัมปทานเป็นเวลา 30 ปี โดยจะครบกำหนดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572 

2. ส่วนต่อขยายที่ 1 ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (สถานีอ่อนนุช-สถานีแบริ่ง) และส่วนต่อขยายสายสีลม (สถานีสะพานตากสิน-สถานีบางหว้า) โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและติดตั้งงานระบบ พร้อมทำสัญญาจ้าง “บีทีเอสซี” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายเดิมเป็นผู้ให้บริการเดินรถ 

3. ส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ) และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาและเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเดิม ต่อมาการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้จำหน่ายทรัพย์สินและโอนภาระทางการเงินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ให้กรุงเทพมหานคร 

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

1. ปัญหาความชัดเจนการขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องส่งถึงสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

2. ภาระหนี้สินของกรุงเทพมหานครที่เกิดจากการรับโอนโครงการส่วนต่อขยายที่ 2 โดยเป็นค่างานโยธาและดอกเบี้ยถึง พ.ศ. 2572 รวมทั้งสิ้นประมาณ 69,000 ล้านบาท 

3. ภาระหนี้ค้างจ่ายสะสมของกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 มีหนี้ค้างจ่ายบีทีเอสซี ประมาณ 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บีทีเอสซีได้ทำหนังสือติดตามทวงถามการชำระหนี้มายังกรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครได้มีการพิจารณาญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องด้วยกรุงเทพมหานครมีความจำเป็นในการชำระหนี้ค่าจ้างงานเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบญัตติร่างข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว

4. ประเด็นค่าโดยสาร โดยเส้นทางส่วนหลักได้กำหนดค่าโดยสาร 16-44 บาท เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ขณะที่ช่วงส่วนต่อขยายทั้งหมดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารและบีทีเอสซีอยู่ในฐานะผู้รับจ้างการเดินรถในส่วนต่อขยายตามสัญญาจ้างเดินรถที่จะสิ้นสุด พ.ศ. 2585 อย่างไรก็ตาม จากภาระต้นทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กรุงเทพมหานครได้มีประกาศให้จัดเก็บค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 104 บาท จนเกิดกระแสสังคมถึงความเหมาะสมของค่าโดยสาร ต่อมากรุงเทพมหานครได้มีประกาศขอเลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสารสูงสุด 104 บาทออกไปก่อนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ทั้งนี้ จากประเด็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวข้างต้น จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572
กรณีนี้กรุงเทพมหานครจะสามารถกำหนดค่าโดยสารให้ถูกลงได้ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขค่าโดยสารไว้ในสัญญาสัมปทานใหม่ แต่กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากภาครัฐเพื่อให้มีสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดที่มากเพียงพอ และอาจเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่างกรุงเทพมหานครกับบีทีเอสซีจากสัญญาว่าจ้างให้บริการเดินรถทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยายจนถึง พ.ศ. 2585

2. การทำสัญญาจ้างบีทีเอสซีให้บริการเดินรถภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572
กรณีนี้รายได้จากค่าโดยสารทั้งหมดจะเป็นของกรุงเทพมหานครและสามารถกำหนดค่าโดยสารให้ถูกลงได้โดยจะไม่มีข้อพิพาทกับบีทีเอสซี แต่กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากภาครัฐเพื่อให้มีสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดที่มากเพียงพอในการดำเนินการ

3. การขยายสัญญาสัมปทานให้บีทีเอสซี
กรณีนี้กรุงเทพมหานครจะสามารถแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินและข้อจำกัดด้านการเงินที่อาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ แต่การขยายสัญญาสัมปทานอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเท่านั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นแบบบูรณาการได้

ทั้งนี้ ประเด็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น จำเป็นที่ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจะต้องให้ความสำคัญ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินโครงการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชนผู้โดยสารต่อไป

Script Writer
สุภัทร คำมุงคุณ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ความหมายของ “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการส่งเสริมและการจัดสวัสดิการสำหรับปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน พ.ศ. 2551 หมายถึง “บุคคลที่คณะกรรมการส่งเสริมปราชญ์เกษตรของแผ่นดินประกาศแต่งตั้ง เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” ซึ่งเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาต่าง ๆ และเป็นบุคคลที่มีคุณความดี มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ โดยพิจารณาคัดเลือกจากหลักเกณฑ์ ประกอบด้วย (1) คุณลักษณะส่วนบุคคล (2) ผลงานที่สร้างคุณประโยชน์ และ (3) การขยายผลงาน ภายใต้กระบวนการพิจารณาสรรหาจากคณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานคร คณะทำงานสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับเขต คณะอนุกรรมการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน และคณะกรรมการส่งเสริมปราชญ์เกษตรของแผ่นดินตามลำดับ เพื่อพิจารณาคัดเลือกให้เหลือปราชญ์เกษตรของแผ่นดินสาขาละ 1 คน

ปัจจุบันปราชญ์เกษตรของแผ่นดินแบ่งออกเป็น 4 สาขา ตามระเบียบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าด้วยการส่งเสริมและการสวัสดิการสำหรับปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2563 ดังนี้
(1) ปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย หมายถึง ผู้ที่มีคุณูปการสร้างสรรค์องค์ความรู้ ประสบการณ์ ผลงาน ภาคการเกษตร และที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร
(2) ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เกษตรกรผู้มีภูมิปัญญา สร้างสรรค์ และพัฒนาเป็นต้นแบบรูปธรรมการใช้เศรษฐกิจพอเพียงภาคการเกษตร 
(3) ปราชญ์เกษตรดีเด่น หมายถึง เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญ และสร้างสรรค์พัฒนาผลงานการเกษตร นวัตกรรมการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตร และภูมิปัญญาผสมผสานเทคโนโลยีก้าวหน้าร่วมกันในด้านพืช สัตว์ ประมง การจัดการดินและน้ำ และเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตและรายได้ทางการเกษตรอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมดีเด่นอย่างยิ่ง
(4) ปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย หมายถึง ผู้นำชุมชุมและเครือข่ายที่มีผลงานสร้างสรรค์ พัฒนาสังคมการเกษตร ทั้งในระดับสังคมและเครือข่าย

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินในสาขาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ล้วนเป็นผู้ที่ได้นำภูมิปัญญา องค์ความรู้ ประสบการณ์ และผลงาน ไปเผยแพร่ สื่อสาร ขยายผล จนเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรไทยและมีความโดดเด่นในระดับประเทศ เป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีชีวประวัติและวิถีชีวิตที่มีคุณธรรม มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อสังคม

กว่าทศวรรษที่ผ่านมาปราชญ์เกษตรของแผ่นดินที่ได้รับการแต่งตั้งในสาขาต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ระพี สาคริก ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้ทรงภูมิปัญญาและมีคุณูปการต่อภาคการเกษตรไทย ปี 2552 นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2552 นายฉัตรกมล มุ่งพยาบาล ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น ปี 2564 และนายสิทธิพงษ์ อรุณรักษ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ปี 2564 เป็นต้น นับเป็นบุคคลต้นแบบสำคัญในการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อการปฏิบัติงานและการประพฤติตน โดยมีความขยันหมั่นเพียร ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังคิด วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและทดลองปฏิบัติ โดยนำความรู้ ภูมิปัญญา และทรัพยากรที่มีอยู่มาแก้ไขปัญหา ส่งผลทำให้การพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรประสบความสำเร็จ ตลอดจนได้เอื้อเฟื้อ อุทิศตน เพื่อถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ให้กับคนในชุมชนและสังคมได้นำไปต่อยอดประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการเป็นผู้นำชุมชนในด้านการเกษตร สนับสนุนให้สมาชิกในกลุ่มได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มให้กับสมาชิก ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับชุมชนอื่น ๆ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม

ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ถือเป็นบุคคลที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเห็นสมควรยกย่องและเชิดชูเกียรติให้แก่ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน โดยเข้ารับพระราชทานโล่ หรือเหรียญเชิดชูเกียรติ หรือประกาศนียบัตร ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ รวมถึงการได้รับรางวัล หรือสวัสดิการตามที่คณะกรรมการส่งเสริมปราชญ์เกษตรของแผ่นดินกำหนด เพื่อให้ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและสนับสนุนให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และความสามารถสู่สังคมต่อไป

Script Writer
สุภัทร คำมุงคุณ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ในอดีตการกำหนดเครื่องแบบอันหมายถึงเครื่องแต่งกาย รวมทั้งเครื่องหมายต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งประกอบเครื่องแต่งกายสำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น แต่เดิมแรกเริ่มได้มีการใช้บังคับตามพระราชบัญญัติเพิ่มเติมพระราชกำหนดเครื่องแต่งตัวข้าราชการพลเรือน และเพิ่มเติมพระราชกำหนดเครื่องแต่งกายผู้มีตำแหน่งเฝ้า พุทธศักราช 2475 ต่อมาได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด เพื่อกำหนดเครื่องแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียใหม่ และภายหลังได้ประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2482 ซึ่งต่อมาได้มีการยกเลิกและตรากฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบสมาชิกตามมาอีกหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกพฤฒสภาและสมาชิกสภาผู้แทน พ.ศ. 2490 พระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2494 พระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทน พ.ศ. 2511 เป็นต้น เพื่อให้สอดคล้องกับสมาชิกสภาที่ทำหน้าที่ทางนิติบัญญัติตามบทบัญญัติของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร 
หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ปัจจุบันเครื่องแต่งกายรวมทั้งเครื่องหมายต่าง ๆ ตลอดจนสิ่งประกอบเครื่องแต่งกายอย่างอื่นสำหรับสมาชิกรัฐสภาหรืออดีตสมาชิกรัฐสภา กำหนดให้ใช้บังคับตามพระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2516 และพระราชบัญญัติเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2526 โดยมีรายละเอียดของลักษณะ ชนิด และประเภทของเครื่องแบบ รวมถึงระเบียบในการแต่งเครื่องแบบ ตลอดจนผู้มีสิทธิแต่งเครื่องแบบ กำหนดให้เป็นไปตามข้อบังคับของรัฐสภาว่าด้วยเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2526 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม จนถึงฉบับที่ 4 พ.ศ. 2553

ทั้งนี้ ตามข้อบังคับของรัฐสภาว่าด้วยเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. 2526 กำหนดให้เครื่องแบบสมาชิกรัฐสภามี 4 ชนิด คือ (1) เครื่องแบบปกติ (2) เครื่องแบบครึ่งยศ (3) เครื่องแบบเต็มยศ และ (4) เครื่องแบบสโมสร ซึ่งการแต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภาดังกล่าว กำหนดให้แต่งตามหมายกำหนดการ สำหรับเครื่องแบบปกติตามข้อบังคับของรัฐสภาว่าด้วยเครื่องแบบสมาชิก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2553 ได้จำแนกย่อยออกเป็น 4 แบบ โดยกำหนดให้ใช้เครื่องแบบปกติในแต่ละโอกาส ดังนี้ 

ก. เครื่องแบบปกติขาว ให้ใช้ในโอกาสไปงานพิธีหรือตามหมายกำหนดการ 
ข. เครื่องแบบปกติกากีคอพับ ให้ใช้เครื่องแบบนี้ได้ตามปกติและในเวลาไปราชการหรือตรวจราชการ 
ค. เครื่องแบบปกติกากีแกมเขียว ให้ใช้เป็นเครื่องแบบสนามในโอกาสตรวจการเฉพาะกิจ 
ง. เครื่องแบบปกติกากีตรวจการ  ให้ใช้แทนเครื่องแบบปกติกากีคอพับได้ในโอกาสอันสมควร

ตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา ยังได้กำหนดให้อดีตสมาชิกรัฐสภาสามารถแต่งเครื่องแบบเช่นเดียวกับสมาชิกรัฐสภาได้ โดยตามข้อบังคับของรัฐสภาฯ กำหนดให้การแต่งเครื่องแบบของอดีตสมาชิกรัฐสภา ต้องติดเครื่องหมายอักษร นก (ย่อมาจาก “นอกราชการ”) ที่อกเสื้อเบื้องขวา 

อย่างไรก็ตาม อดีตสมาชิกรัฐสภาที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิแต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา คือ (1) เป็นบุคคลไร้ความสามารถหรือบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ (2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นจากคดี (3) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (4) เป็นบุคคลที่วุฒิสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพ และ (5) เป็นบุคคลที่ประพฤติตนในทางที่อาจเป็นการเสื่อมเสียเกียรติของรัฐสภาและประธานรัฐสภาสั่งให้ผู้นั้นงดแต่งเครื่องแบบสำหรับอดีตสมาชิกรัฐสภา ทั้งนี้ หากผู้ที่ไม่มีสิทธิตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้แต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภา เพื่อให้ผู้อื่นเชื่อว่าตนเป็นสมาชิกรัฐสภาหรืออดีตสมาชิกรัฐสภา มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การกำหนดให้มีการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบของสมาชิกรัฐสภา จะทำให้เกิดความเหมาะสมกับการประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มีความสง่างาม สมเกียรติ และสามารถใช้กับส่วนราชการ พิธีการและการปฏิบัติงานต่าง ๆ ในอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ตลอดจนการเยี่ยมเยียนประชาชนในโอกาสต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับภารกิจและสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับสมาชิกรัฐสภารวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภา เป็นบุคคลที่ได้อุทิศตนเพื่อทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติ ดังนั้น การได้รับเชิดชูเกียรติโดยให้แต่งเครื่องแบบสมาชิกรัฐสภาพร้อมทั้งเครื่องหมาย หรือสิ่งประกอบเครื่องแต่งกายอย่างอื่น จึงถือเป็นความภาคภูมิใจและเป็นเกียรติต่อสมาชิกรัฐสภา อดีตสมาชิกรัฐสภาและวงศ์ตระกูลสืบต่อไป

Script Writer
อาริยา สุขโต, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

หากย้อนไปเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยถือว่ามีค่อนข้างน้อย ด้วยอินเทอร์เน็ตที่เริ่มเข้ามาในช่วงปี 2538 นั้น ความเร็วของระบบยังรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตได้ไม่มากนัก รวมถึงมาตรการด้านความปลอดภัยยังไม่รัดกุม การใช้อินเทอร์เน็ตในสมัยนั้นจึงเป็นเรื่องของความบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเทียบกับในปัจจุบันที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้การใช้งานในสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตามมา และหมายถึงการทำธุรกรรมออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

ดังจะเห็นได้จากจำนวนการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคของประชาชนส่วนใหญ่ที่เริ่มจะมีความคุ้นเคยกับรูปแบบการชำระเงินผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 รูปแบบการใช้ชีวิตแบบปกติใหม่จึงเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ ทำให้เกิดการค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบจะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในการจับจ่ายมากยิ่งขึ้น เพราะธนบัตรที่ใช้ในชีวิตประจำวันเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถส่งต่อเชื้อโรคจึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวนั้น ทำให้การเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติและรวดเร็ว ประชาชนเกิดความตื่นตัวเพื่อเรียนรู้การใช้งาน ทำความเข้าใจและปรับตัว อาจจะมีอุปสรรคเกิดขึ้นบ้างกับบางกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงและขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะต้องมีคำแนะนำการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อการปรับเปลี่ยนมาใช้การชำระเงินผ่านระบบแทนเงินสด

แคชเลส โซไซตี้ (Cashless Society) หรือสังคมไร้เงินสด คือ สังคมที่คนไม่ใช้เงินสดในการแลกเปลี่ยนซื้อขายและจ่ายเงินสดกันอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้การจ่ายเงินด้วยระบบรูปแบบต่าง ๆ แทน เช่น การจ่ายเงินผ่าน QR Code จ่ายเงินผ่าน e-Wallet, การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคาร, การโอนเงินระบบ PromptPay, การชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต ประเทศไทยเข้าสู่ระบบ Mobile Banking ตั้งแต่ปี 2560 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประสานความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของไทยและระหว่างประเทศ เพื่อใช้ระบบการชำระเงินแบบ QR Code ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกผ่านระบบ Mobile Banking เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของภาครัฐที่มุ่งให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด หรือ แคชเลส โซไซตี้ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวหลายประเทศเริ่มมีการให้บริการชำระเงินผ่านมา QR Code ระยะหนึ่งแล้ว หลังจากนั้นประเทศไทยจึงเริ่มมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบและเริ่มมีความเข้าใจการใช้งานมากขึ้นตามลำดับ 

แต่ในปัจจุบันด้วยสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 นับเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวของคนอีกกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ต้องเริ่มที่จะเรียนรู้การใช้งานกันอย่างจริงจัง เมื่อภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เราชนะ คนละครึ่ง เรารักกัน ซึ่งการชำระเงินด้วย QR Code ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Common Quick Response code-based payments คือ การชำระเงินผ่านระบบโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ที่ผู้ใช้บริการแค่เพียงสแกน QR Code ของทางร้านค้า หรือผู้ให้บริการ ระบบจะทำการชำระเงินโดยหักผ่านบัญชีธนาคารและโอนเงินค่าสินค้าและบริการไปให้กับบัญชีของผู้ค้าทันที นั่นหมายความว่า ด้วยระบบนี้จะทำให้การใช้เงินสดในชีวิตประจำวันลดลงซึ่งเข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ลดการสัมผัส และใช้รูปแบบธุรกิจออนไลน์เพื่อซื้อสินค้าโดยไม่ต้องเดินทางเพื่อเสี่ยงกับการติดเชื้อโรค

ทั้งนี้ ในความสะดวกสบายแม้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเชื้อโรค แต่ก็มีข้อพึงระวังในการใช้งานเพื่อความปลอดภัยจากมิจฉาชีพ เนื่องด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ไม่อาจจะรับประกันด้านความปลอดภัยได้ทั้งหมดแต่สามารถลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุดได้ สำหรับในปัจจุบันการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถือว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการถือเงินสด เนื่องจากการถือเงินสดมีความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการถูกโจรกรรม ในขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์จะมีระบบการรองรับมากมายขึ้นในการยืนยันการทำธุรกรรมนั้น ๆ ซึ่งมีการใช้กันมานานและพัฒนาระบบเพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ใช้มีความเข้าใจในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้รูปแบบการยืนยันตัวตนอย่างอื่นแทน เช่น การใช้ลายนิ้วมือ ตา เสียง เฉพาะของบุคคล หรือการใช้ OTP หรือ One Time Password เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ได้

สังคมไร้เงินสดเป็นเรื่องที่สะดวกสบาย แต่การพัฒนาในเรื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะร้านค้าต่าง ๆ ที่อาจจะต้องมีการเปิดกว้างด้านการชำระเงินด้วยช่องทางอื่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการซื้อขายของตนเองไม่ว่าจะผู้ค้ารายใหญ่หรือรายย่อย อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏจำนวนผู้ที่มีความสับสนในการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสังคมไร้เงินสดอยู่บ้าง แต่ก็เท่ากับว่าประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงระบบธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อทำให้สังคมไร้เงินสดกระจายไปได้อย่างทั่วถึง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลดีกับคนในประเทศในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและก้าวเข้าสู่ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Script Writer
วันวิภา สุขสวัสดิ์, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารและด้านพลังงานของประเทศ เมื่อพิจารณาถึงอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มปี 2563-2565 ความต้องการในการใช้น้ำมันปาล์มมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ในขณะที่ราคาของน้ำมันปาล์มถูกกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกิน เป็นผลมาจากการขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 ทำให้มีปริมาณน้ำมันปาล์มสำรองเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจัยด้านต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลกอีกทั้งกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น การให้ความสำคัญกับสุขภาพ โดยการเลือกใช้น้ำมันประเภทอื่น นอกจากนั้น น้ำมันปาล์มยังเป็นน้ำมันจากพืชที่มีต้นทุนการผลิตต่ำสุดเมื่อเทียบกับน้ำมันจากพืชชนิดอื่น ๆ อาทิ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มที่ลดลง

การกำหนดนโยบายแผนการบริหารการช่วยเหลือและการสนับสนุนภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญ การดำเนินการเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันในส่วนของภาครัฐดำเนินการโดย “คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)” ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ พ.ศ. 2551 มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันทั้งระบบ ดังนั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านรายได้ของเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดและราคาผลผลิตตกต่ำ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลายลงอย่างสิ้นเชิง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคาและรายได้ของเกษตรกร ทำให้เกิดความจำเป็นต้องดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 อนุมัติหลักการ “โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2564” ตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) มีมติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2563 และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2564

“ประกาศคณะอนุกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2564 เรื่อง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการ การดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2564” ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 17 มีนาคม 2564 กำหนดให้เกษตรกรผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจะให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนทุกครัวเรือน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ ในพื้นที่ปลูกต้นปาล์มที่ให้ผลผลิตมาแล้วมีอายุไม่น้อยกว่า 3 ปี อัตราการช่วยเหลือในส่วนของราคาประกันรายได้ กำหนดราคาเป้าหมาย กิโลกรัมละ 4 บาทเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสมจากการขายผลปาล์มทะลาย (คุณภาพน้ำมัน 18%) ในส่วนของปริมาณผลผลิต ใช้ปริมาณผลผลิตปาล์มเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีทั้งประเทศของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี โดยใช้ผลผลิตช่วงเดือนกันยายน 2560 ถึงสิงหาคม 2563 เฉลี่ยทั้งประเทศ ซึ่งเท่ากับ 2,948 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เป็นฐานในการคำนวณเงินชดเชยส่วนต่างที่จ่ายให้แก่เกษตรกรเท่ากันทุกจังหวัด โดยจะจ่ายเงินชดเชยแบบเดียวกับโครงการในปี 2562-2563 ในการกำหนดราคาตลาดอ้างอิงใช้ราคาซื้อขายผลปาล์มทะลาย (อัตราน้ำมัน 18%) รายวันเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วัน ณ ลานเท และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร ปัตตานี และชลบุรี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาเป้าหมายกับราคาตลาดอ้างอิงให้แก่เกษตรกรทุก 30 วัน กำหนดจ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน หากตรงกับวันหยุดราชการหรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเลื่อนการจ่ายเงินให้เร็วขึ้นตลอดระยะเวลาของโครงการจนถึงเดือนสิงหาคม 2564

เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจึงควรดำเนินการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรปี 2564 เพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้ชาวสวนปาล์มน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันนี้ จะเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาผลผลิตล้นตลาดและผลผลิตมีราคาตกต่ำ แต่ในระยะยาวนั้น ภาครัฐควรมีมาตรการในการส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันปาล์มเป็นน้ำมันทางเลือกเพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเกี่ยวกับปาล์มน้ำมันทั้งระบบได้อย่างยั่งยืนต่อไป

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรปฏิบัติการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างและยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม แม้ในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐจะดำเนินมาตรการต่าง ๆ ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว และต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 4/2564 ลงวันที่ 19 เมษายน 2564 เรื่อง มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ ภายใต้พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 ภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 ล้านบาท

“มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้” หรือ มาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” (Asset Warehousing) มีวัตถุประสงค์ลดภาระทางการเงินหรือภาระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจโอนทรัพย์สินชำระหนี้แก่สถาบันการเงินโดยมีเงื่อนไขซื้อคืนในราคาที่โอนไปและมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นกลับไปใช้ประกอบธุรกิจ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันอยู่กับสถาบันการเงินก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน จัดชั้นสงสัย จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือจัดชั้นสูญ หรือ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยสถาบันการเงินและลูกหนี้ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายในการตีโอนทรัพย์หลักประกันเพื่อชำระหนี้ โดยมีเงื่อนไขตามสัญญามาตรฐาน ได้แก่ 1) ลูกหนี้มีสิทธิในการซื้อทรัพย์สินหลักประกันคืนภายในระยะเวลา 5 ปี เป็นลำดับแรก และราคาซื้อทรัพย์สินที่รับโอนซึ่งสถาบันการเงินจะขายคืนให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้ รวมกับค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาทรัพย์สินดังกล่าว (Carrying cost) อีกไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี ของราคาที่รับโอน ซึ่งสถาบันการเงินอาจเก็บค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินเพิ่มเติมได้ตามที่จ่ายไปจริงและสมควรแก่เหตุ 2) ลูกหนี้มีสิทธิในการเช่าทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้เป็นลำดับแรก โดยสถาบันการเงินจะต้องนำเงินค่าเช่าที่ได้รับชำระในระหว่างสัญญาเช่าไปหักจากราคาขายทรัพย์สินนั้นคืน และไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการดูแลทรัพย์สินเพิ่มเติม หากลูกหนี้ผู้เช่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินดังกล่าวสำหรับกลไกของมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือ มาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” นั้น เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจเพื่อลดภาระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถประคองกิจการ รักษาการจ้างงาน และมีโอกาสกลับมาเปิดกิจการในอนาคต โดยราคาทรัพย์สินยังไม่ถูกกดจนทำให้ราคาในตลาดลดลง นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากภาครัฐ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการตีโอนทรัพย์ชำระหนี้ การลดหย่อนค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุด และการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ เป็นต้น

มาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือ มาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” จึงเป็นมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจที่ขาดรายได้ไม่พอชำระหนี้และค่าใช้จ่ายหมุนเวียนต่าง ๆ แต่คงยังมีศักยภาพในการรักษาธุรกิจและมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันไว้ เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลดความรุนแรงและบรรเทาลงตามลำดับ

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจและเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ หรือ มาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” สามารถติดต่อสถาบันการเงินได้ หรือหากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-283-6112 

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรปฏิบัติการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ในปี 2563 ได้มีการตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 เพื่อเร่งให้มีมาตรการทางการเงินในการช่วยเหลือผู้ประกอบวิสาหกิจ เช่น มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพิ่มเติม มาตรการชะลอการชำระหนี้  เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคธุรกิจวิสาหกิจเกิดสภาวะการขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจส่งผลกับฐานะทางการเงินและการทำหน้าที่ด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน และอาจกระทบต่อภาคส่วนอื่น ๆ เนื่องจากภาคธุรกิจวิสาหกิจเป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเป็นแหล่งจ้างงานของระบบเศรษฐกิจ มาตรการดังกล่าวจึงถือเป็นการประคับประคองและพยุงธุรกิจให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 

อย่างไรก็ตาม มาตรการการให้ความช่วยเหลือทางการเงินของภาครัฐโดยการให้สินเชื่อเพิ่มเติมอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยเหลือหรือบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบธุรกิจได้อย่างตรงจุดและเพียงพอ  ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจยังไม่สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความรุนแรงและยืดเยื้อยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ เกิดการระบาดระลอกใหม่และการกลายพันธุ์ รวมถึงขาดความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของการรักษาและการฉีดวัคซีนป้องกัน ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัว จึงต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกลับมาประกอบธุรกิจได้ ภาครัฐจึงกำหนด “มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ” ภายใต้การตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงิน ภายในวงเงินไม่เกิน 250,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่มีศักยภาพสามารถประคับประคองฟื้นฟูธุรกิจให้ดำเนินกิจการต่อไปได้ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากขึ้นในอัตราที่เหมาะสม เช่น การขยายวงเงินสินเชื่อ คุณสมบัติของกลุ่มผู้มีสิทธิ ระยะเวลาในการขอวงเงินสินเชื่อ การชดเชยหรือค้ำประกันความเสี่ยงที่สูงขึ้น และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เป็นต้น นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐอีกด้วย โดยมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ มีรายละเอียดสามารถสรุปได้ดังนี้ 

1. คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจและวงเงินสินเชื่อที่จะได้รับ

1.1 กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่จะให้สินเชื่อไม่เกิน 500 ล้านบาท ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 และต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็นสินทรัพย์จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน จัดชั้นสงสัย จัดชั้นสงสัยจะสูญ หรือจัดชั้นสูญ หรือ NPL ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยสามารถขอสินเชื่อได้ที่สถาบันการเงินได้โดยตรง ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อที่ผู้ประกอบธุรกิจจะได้รับสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอยู่กับสถาบันการเงินแต่ละแห่ง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 หรือ ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า แต่ต้องไม่เกิน 150 ล้านบาท

1.2 กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่เคยมีวงเงินกับสถาบันการเงินแห่งหนึ่งแห่งใดเลย ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 สามารถขอสินเชื่อได้ที่สถาบันการเงินใดก็ได้ ทั้งนี้ จะได้รับวงเงินสินเชื่อสูงสุดรวมกันทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท

2. เงื่อนไขมาตรการ

2.1 ผู้ประกอบธุรกิจสามารถขอวงเงินสินเชื่อที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี แต่ถ้าหากประสงค์จะขอวงเงินสินเชื่อที่มีระยะเวลายาวนานกว่านั้น ผู้ประกอบธุรกิจต้องตกลงกับสถาบันการเงินเป็นรายกรณีไป 

2.2 ผู้ประกอบธุรกิจจะจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปีของสัญญา ยกเว้นในช่วง 2 ปีแรก ผู้ประกอบธุรกิจจะจ่ายดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ

2.3 ผู้ประกอบธุรกิจไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้แก่สถาบันการเงิน ยกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกันที่จะจ่ายให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร้อยละ 1.75 ต่อปีของวงเงินที่ค้ำประกัน โดยที่กระทรวงการคลังจะช่วยจ่ายชดเชยค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในปีที่ 3 ถึงปีที่ 7 รวมแล้วร้อยละ 3.5 ของวงเงินที่ค้ำประกัน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่สนใจและเป็นผู้มีคุณสมบัติตามมาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจสามารถติดต่อสถาบันการเงินได้ หรือหากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ 02-283-6112 

Subscribe to Radio Script