สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรปฏิบัติการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ได้สร้างปัญหาการชะลอตัวและหยุดชะงักของเศรษฐกิจในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ความสามารถในการจ่ายคืนหรือชำระหนี้ของทั้งภาคครัวเรือนและภาคเอกชนลดลง รัฐบาลในหลายประเทศจำเป็นต้องกู้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสฯ ดังกล่าว ทั้งด้านสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ การมีมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจต่าง ๆ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะในแต่ละประเทศเพิ่มสูงขึ้นในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบกับประชาชนในประเทศนั้น ๆ จนยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากรัฐบาลอาจจะเพิ่มอัตราภาษีเพื่อจัดเก็บรายได้มากขึ้น และภาษีส่วนหนึ่งอาจถูกแบ่งไปชำระหนี้มากกว่าการนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ในกรณีร้ายแรงหากประเทศใดมีหนี้สาธารณะสูง ซึ่งแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง รัฐบาลไม่สามารถบริหารจัดการหรือไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ประเทศก็อาจเกิดวิกฤติถึงขั้นล้มละลายได้

สำหรับประเทศไทย  “หนี้สาธารณะ” ตามคำนิยามของพระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 หมายถึง หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน และหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารหนี้สาธารณะให้เป็นไปอย่างมีระบบมีประสิทธิภาพและควบคุมดูแลการก่อหนี้โดยรวมให้อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับฐานะการเงินการคลังของประเทศ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2564 สถานะหนี้สาธารณะคงค้างของไทย มีจํานวน 8,593,834.20 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.91 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)โดยแบ่งเป็นหนี้รัฐบาล 7,532,356.14 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจ 768,891.86 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ทําธุรกิจในภาคการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) 285,359.57 ล้านบาท และหนี้หน่วยงานของรัฐ 7,226.63 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นหนี้ในประเทศ ร้อยละ 98.14 และหนี้ต่างประเทศร้อยละ 1.86 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด ซึ่งเมื่อแบ่งตามอายุคงเหลือ สามารถแบ่งออกเป็นหนี้ระยะยาว ร้อยละ 85.25 และหนี้ระยะสั้น ร้อยละ 14.75 ของหนี้สาธารณะคงค้างทั้งหมด

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการควบคุมการใช้อำนาจและการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการนำเสนอกฎหมาย การก่อหนี้ และเพื่อให้เกิดการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐให้มีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน จึงกำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศจะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ซึ่งไปตามกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง กําหนดกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2561 ซึ่งออกตามความในมาตรา 11 (4) ประกอบมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และมติคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐในการประชุม ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561

Script Writer
สุภัทร คำมุงคุณ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดบทบัญญัติหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นใหม่และเป็นกลไกสำคัญเพื่อให้เกิดการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศ3 ประการ คือ (1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ (2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ และ (3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อย 7 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้านกฎหมาย (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม (5) ด้านการศึกษา (6) ด้านเศรษฐกิจ และ (7) ด้านอื่น ๆ 

ต่อมาได้มีการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศและประกาศใช้บังคับเมื่อปี 2561โดยกำหนดแผนการปฏิรูปประเทศไว้ 11 ด้าน ภายหลังได้ปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศเป็น 13 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการเมือง (2) ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (3) ด้านกฎหมาย (4) ด้านกระบวนการยุติธรรม (5) ด้านเศรษฐกิจ (6) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (7) ด้านสาธารณสุข (8) ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ (9) ด้านสังคม (10) ด้านพลังงาน (11) ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (12) ด้านการศึกษา (13) ด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

ทั้งนี้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้วุฒิสภาในวาระเริ่มแรกเป็นกลไกหลักในการกำกับและขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีหน้าที่และอำนาจในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ รวมถึงการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้นแล้ว การเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16การปฏิรูปประเทศได้กำหนดให้มีการเสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา 

โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศนั้น กำหนดให้เฉพาะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอและให้แจ้งต่อประธานรัฐสภาทราบด้วย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการติดตามและขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้แจ้งว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของแต่ละสภา อาจเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้วินิจฉัย โดยการยื่นคำร้องดังกล่าวจะต้องยื่นก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้นแล้วเสร็จ และเมื่อประธานรัฐสภาได้รับคำร้องดังกล่าวแล้ว ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการร่วมเพื่อวินิจฉัยซึ่งประกอบด้วยประธานวุฒิสภาเป็นประธาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนคณะรัฐมนตรีคนหนึ่ง และประธานคณะกรรมาธิการสามัญคนหนึ่งซึ่งเลือกกันเองระหว่างประธานคณะกรรมาธิการสามัญในวุฒิสภาทุกคณะเป็นกรรมการซึ่งการวินิจฉัยของคณะกรรมการร่วมให้ถือตามเสียงข้างมากและให้เป็นที่สุด โดยให้ประธานรัฐสภาดำเนินการไปตามคำวินิจฉัยนั้น

หลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะรัฐมนตรีได้ดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศและเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วหลายฉบับ โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีความสอดคล้องเชื่อมโยงตามแผนการปฏิรูปประเทศที่ได้กำหนดไว้ และบางฉบับได้มีผลประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว เช่น พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2563 (หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้องคดี) พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2564 (จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) และพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2564

อินโฟกราฟิก เรื่อง 5 มิถุนายน วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ


วันข้าวและชาวนา

รู้หรือไม่? 5 มิถุนายน นอกจากเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลกแล้ว ยังเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติอีกด้วย

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ

เล่ม 136 ตอนพิเศษ 48 ง ราชกิจจานุเบกษา วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562

ด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ


ประกาศ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อินโฟกราฟิก เรื่อง วันสิ่งแวดล้อมโลก WORLD ENVIRONMENT DAY

 

5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก

ในวันดี ๆ ขอนำเอาความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของวันสิ่งแวดล้อมโลกมาแชร์นะคะ


เรื่องน่ารู้ วันสิ่งแวดล้อมโลก (หน้า 116-121) ในเอกสารข่าวรัฐสภา ปีที่ 38 ฉบับที่ 800 (มิ.ย. 2556) กล่าวถึงวันสิ่งแวดล้อมโลกโดย

องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) กำหนดให้วันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก

ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 ได้มีการประชุมชื่อ "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อม" (UN Conference on the Human Environment) ณ กรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน

อินโฟกราฟิก เรื่อง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489​

ประวัติความเป็นมา​

ความเป็นมาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เริ่มจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้เหตุผลว่า ​

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2475 บังคับใช้มานานกว่า 14 ปีแล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากสมควรจะให้มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของชาติ" ​

อินโฟกราฟิก เรื่อง งบประมาณต่อหัวประชากรช่วงปี 2552-2562 ต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ

 

งบประมาณกับความเหลื่อมล้ำ

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ของสภาผู้แทนราษฎร วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม 2564 ส.ส. บางท่านได้กล่าวถึงความเหลื่อมล้ำ!!!!

ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำ ปรากฎในเอกสารความเหลื่อมล้ำของจังหวัดกับการจัดสรรงบประมาณของไทย (ปี 2552-2564) : เศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาคน ที่สำนักงบประมาณของรัฐสภาจัดทำเอาไว้

เช่น งบประมาณต่อหัวประชากร ในช่วงปี 2552–2562: ต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำ

Script Writer
อนุชา ดีสวัสดิ์, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ภาวะมลพิษทางทะเลอันเกิดจากเรือเดินทะเลถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในทะเลเป็นอย่างมาก การให้ความสำคัญด้านการควบคุมภาวะมลพิษทางทะเลจากเรือต้องอาศัยความร่วมมือในหลายภาคส่วน ลักษณะภาวะมลพิษที่เกิดจากเรือเดินทะเลมีด้วยกันอยู่ 3 ลักษณะ คือ การทิ้งเท อุบัติเหตุในการเดินเรือ และการปล่อยทิ้งของเสียอันเกิดจากปฏิบัติการของเรือ ซึ่งของเสียอันเป็นมลพิษจากปฏิบัติการของเรือนี้ประกอบไปด้วย น้ำมัน สารอันตราย สิ่งปฏิกูล ขยะ และมลพิษทางอากาศ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการควบคุมเพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ 

ปัจจุบันสนธิสัญญาเกี่ยวกับการป้องกันมลพิษทางทะเลจากการทิ้งเทมีอยู่หลายฉบับ โดยฉบับที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับ คือ “อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันภาวะมลพิษทางทะเลจากการทิ้งเทของเสียและสสารอื่น ค.ศ. 1972” มีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้งจนกระทั่งถึงพิธีสาร 1996 หรือเรียกว่า “พิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996” มีหลักการสำคัญ คือ การห้ามทิ้งเทหรือเผาของเสียและวัสดุอื่นลงในทะเล เว้นแต่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นตามพิธีสารฯ โดยกำหนดหน้าที่และให้อำนาจรัฐในการควบคุมและกำกับดูแลกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล เพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงในทะเล โดยกำหนดระบบการอนุญาตและระบบการประเมินการทิ้งเทวัสดุลงทะเลเพื่อดูแลกิจกรรมการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นในทะเล 

พิธีสารลอนดอน ค.ศ. 1996 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปัจจุบันมีรัฐภาคีทั้งสิ้น 53 ประเทศ มีผลใช้บังคับบริเวณทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะและเขตไหล่ทวีป ยกเว้นบริเวณน่านน้ำภายใน ทั้งนี้ พิธีสารดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้เมื่อมีกรณีจำเป็นต่อการป้องกันความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์หรือของเรือ กรณีมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น โดยห้ามทิ้งเทของเสียหรือเผาของเสียหรือวัสดุอื่นทุกชนิด เว้นแต่ของเสียหรือวัสดุอื่นจำนวน 8 ประเภท ที่ได้รับข้อยกเว้นสามารถทิ้งเทได้ ได้แก่ 1) วัสดุที่ขุดลอก 2) กากตะกอนน้ำเสีย 3) ของเสียจากอุตสาหกรรมประมงและวัสดุจากการปฏิบัติการอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ 4) เรือ แท่นขุดเจาะ หรือสิ่งก่อสร้างอื่นที่มนุษย์สร้างขึ้นในทะเล 5) วัสดุทางธรณีวิทยา อนินทรีย์สารที่มีความเฉื่อย 6) วัสดุอินทรีย์จากธรรมชาติ 7) วัตถุขนาดใหญ่ 8) กระแสคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้ วัสดุทั้ง 8 ประเภทข้างต้นจะต้องได้รับการอนุญาตก่อนทำการทิ้งเท โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิจารณาอนุญาตตามที่รัฐภาคีกำหนด

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 จึงมีพันธกรณีในฐานะรัฐภาคีที่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวในข้อ 210 ว่า “การเททิ้งภายในทะเลอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะหรือบนไหล่ทวีปจะกระทำมิได้ หากไม่ได้รับความเห็นชอบล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งจากรัฐชายฝั่งซึ่งมีสิทธิอนุญาต” ภาคีอนุสัญญามีหน้าที่ต้องจัดให้มีกฎหมายภายในเพื่อรองรับพันธกรณีดังกล่าว

คณะรัฐมนตรีได้เสนอ เรื่อง พิธีสาร ค.ศ. 1996 ของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลภาวะทางทะเลเนื่องจากการทิ้งวัสดุเหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ. 1972 ต่อที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2563 โดยที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบกับพิธีสารฯ จากนั้นหน่วยงานผู้รับผิดชอบจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุม ไปเสนอในการยกร่างพระราชบัญญัติการป้องกันมลพิษทางทะเลเนื่องจากการทิ้งเทของเสียหรือวัสดุอื่นลงทะเล พ.ศ. …. ให้กับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อจะนำกลับมาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีกครั้ง และเสนอกระทรวงการต่างประเทศเพื่อการดำเนินการให้สัตยาบันในพิธีสารต่อไป

การเข้าเป็นภาคีพิธีสารฉบับนี้จะช่วยปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลตามกระแสสังคมปัจจุบันที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางทะเล เห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ขณะที่ประโยชน์ของการเข้าเป็นภาคีพิธีสารระดับภายในประเทศ ถือเป็นการยกระดับกฎหมายของประเทศที่จะมีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งกำหนดมาตรฐานการป้องกันควบคุมการทิ้งเทของเสียที่จะก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลที่มีเอกภาพ ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพการบังคับใช้ มีการควบคุมป้องกันตั้งแต่ต้นทางปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และน่านน้ำชายฝั่ง จากการที่เรือต่างชาติลักลอบนำของเสียหรือวัสดุทิ้งเทในพื้นที่ทางทะเลของไทย อีกทั้งการเข้าเป็นภาคีพิธีสารจะเป็นการเริ่มต้นมุ่งสร้างวินัยให้คนในชาติในการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย

Script Writer
ณัฐพงศ์ พันธุ์ไชย, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2021-06
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและเป็นการเพิ่มทางเลือกในการเดินทางแก่ประชาชน ปัจจุบันประกอบด้วยเส้นทางสำคัญ 3 ส่วน คือ 

1. ส่วนหลัก ประกอบด้วย สายสุขุมวิท (สถานีหมอชิต-สถานีอ่อนนุช) และสายสีลม (สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ-สถานีสะพานตากสิน) โดยบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (บีทีเอสซี) เป็นผู้ลงทุนทั้งหมดรวมถึงการบริหารจัดการเดินรถและได้รับสิทธิในการเก็บค่าโดยสารตลอดอายุสัญญาสัมปทานเป็นเวลา 30 ปี โดยจะครบกำหนดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572 

2. ส่วนต่อขยายที่ 1 ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (สถานีอ่อนนุช-สถานีแบริ่ง) และส่วนต่อขยายสายสีลม (สถานีสะพานตากสิน-สถานีบางหว้า) โดยกรุงเทพมหานครเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและติดตั้งงานระบบ พร้อมทำสัญญาจ้าง “บีทีเอสซี” ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนรายเดิมเป็นผู้ให้บริการเดินรถ 

3. ส่วนต่อขยายที่ 2 ประกอบด้วย ส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ) และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างงานโยธาและเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเดิม ต่อมาการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยได้จำหน่ายทรัพย์สินและโอนภาระทางการเงินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 ให้กรุงเทพมหานคร 

สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

1. ปัญหาความชัดเจนการขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลัก โดยมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ ปัจจุบันกรุงเทพมหานครได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยเสนอเรื่องส่งถึงสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

2. ภาระหนี้สินของกรุงเทพมหานครที่เกิดจากการรับโอนโครงการส่วนต่อขยายที่ 2 โดยเป็นค่างานโยธาและดอกเบี้ยถึง พ.ศ. 2572 รวมทั้งสิ้นประมาณ 69,000 ล้านบาท 

3. ภาระหนี้ค้างจ่ายสะสมของกรุงเทพมหานคร ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 มีหนี้ค้างจ่ายบีทีเอสซี ประมาณ 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้ บีทีเอสซีได้ทำหนังสือติดตามทวงถามการชำระหนี้มายังกรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานครได้มีการพิจารณาญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื่องด้วยกรุงเทพมหานครมีความจำเป็นในการชำระหนี้ค่าจ้างงานเดินรถและซ่อมบำรุงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย โดยที่ประชุมมีมติไม่เห็นชอบญัตติร่างข้อบัญญัติฯ ดังกล่าว

4. ประเด็นค่าโดยสาร โดยเส้นทางส่วนหลักได้กำหนดค่าโดยสาร 16-44 บาท เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน ขณะที่ช่วงส่วนต่อขยายทั้งหมดกรุงเทพมหานครเป็นผู้กำหนดค่าโดยสารและบีทีเอสซีอยู่ในฐานะผู้รับจ้างการเดินรถในส่วนต่อขยายตามสัญญาจ้างเดินรถที่จะสิ้นสุด พ.ศ. 2585 อย่างไรก็ตาม จากภาระต้นทุนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว กรุงเทพมหานครได้มีประกาศให้จัดเก็บค่าโดยสารตลอดเส้นทางไม่เกิน 104 บาท จนเกิดกระแสสังคมถึงความเหมาะสมของค่าโดยสาร ต่อมากรุงเทพมหานครได้มีประกาศขอเลื่อนการจัดเก็บค่าโดยสารสูงสุด 104 บาทออกไปก่อนเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ทั้งนี้ จากประเด็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวข้างต้น จึงเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ดังนี้

1. การประมูลหาผู้รับสัมปทานใหม่ภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572
กรณีนี้กรุงเทพมหานครจะสามารถกำหนดค่าโดยสารให้ถูกลงได้ โดยกำหนดเป็นเงื่อนไขค่าโดยสารไว้ในสัญญาสัมปทานใหม่ แต่กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากภาครัฐเพื่อให้มีสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดที่มากเพียงพอ และอาจเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่างกรุงเทพมหานครกับบีทีเอสซีจากสัญญาว่าจ้างให้บริการเดินรถทั้งส่วนหลักและส่วนต่อขยายจนถึง พ.ศ. 2585

2. การทำสัญญาจ้างบีทีเอสซีให้บริการเดินรถภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน พ.ศ. 2572
กรณีนี้รายได้จากค่าโดยสารทั้งหมดจะเป็นของกรุงเทพมหานครและสามารถกำหนดค่าโดยสารให้ถูกลงได้โดยจะไม่มีข้อพิพาทกับบีทีเอสซี แต่กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้านการเงินจากภาครัฐเพื่อให้มีสภาพคล่องหรือกระแสเงินสดที่มากเพียงพอในการดำเนินการ

3. การขยายสัญญาสัมปทานให้บีทีเอสซี
กรณีนี้กรุงเทพมหานครจะสามารถแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินและข้อจำกัดด้านการเงินที่อาจจะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ แต่การขยายสัญญาสัมปทานอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเท่านั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อกับโครงการรถไฟฟ้าสายอื่นแบบบูรณาการได้

ทั้งนี้ ประเด็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวนั้น จำเป็นที่ภาครัฐและกรุงเทพมหานครจะต้องให้ความสำคัญ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดำเนินโครงการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชนผู้โดยสารต่อไป

Subscribe to สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ