การเลือกนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

Script Writer
เปรม ถาวรประภาสวัสดิ์, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-12
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

นับจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 จัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ถือเป็นสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 การเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 75.71 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นับเป็นการใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุดของประเทศไทย ถือเป็นสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26

โดยสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ การอนุมัติพระราชกำหนด การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยการตั้งกระทู้ถาม การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีการตั้งคณะกรรมาธิการ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ เฉพาะจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การเสนอชื่อต้องมีสมาชิกรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ มาตรา 272 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ได้กำหนดให้ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องกระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย และมีคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประกาศรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจำนวน 4 ครั้ง ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2562 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ได้เสนอชื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะที่นางสาวศรีนวล บุญลือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ได้เสนอชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 500 เสียง

ครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2566 นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 482 เสียง

ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 15 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2567 นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีและที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 319 เสียง

ครั้งที่ 4 เกิดขึ้นในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะที่นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ได้เสนอชื่อศาสตราจารย์พิเศษชัยเกษม นิติสิริ ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง

หลังจากได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ เป็นสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ต่อไป