“SHEconomy” พลังการขับเคลื่อน และเติบโตของเศรษฐกิจใหม่โดยสตรี

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-08
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

“SHEconomy” หรือ “SHE economy” เป็นเศรษฐกิจที่มีการขับเคลื่อนและเติบโตโดยผู้หญิงเป็นส่วนสำคัญ ทั้งในบทบาทผู้บริโภค ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรกในประเทศจีน เมื่อปี 2550 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้จ่ายของผู้หญิงชาวจีน อายุระหว่าง 18 -40 ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศจีน มีรายได้และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเศรษฐกิจในลักษณะ SHEconomy มีแนวโน้มเกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยข้อมูลจาก The Economist Intelligence Unit องค์กรวิจัยในสหรัฐอเมริกา คาดการณ์ว่า ในปี 2573 มูลค่ากำลังซื้อของผู้หญิงทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดอยู่ที่ประมาณ 46 ล้านล้านดอลลาร์ จากในปี 2557 ซึ่งอยู่ที่ 18 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากสัดส่วนผู้หญิงในกลุ่มคนรุ่น Millennials หรือ Gen Y ที่อยู่ในช่วงของวัยทำงาน อายุระหว่าง 27-42 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง และกล้าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านประชากรที่มีจำนวนผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการมีการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้ผู้หญิงมีทักษะในการประกอบอาชีพในการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น การเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีตำแหน่งการทำงานในระดับผู้บริหาร ส่งผลให้ผู้หญิงมีรายได้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต นอกจากนี้ ผู้หญิงยังได้รับการยอมรับให้เป็นผู้ตัดสินใจและกำหนดค่าใช้จ่ายประจำวันมากกว่าร้อยละ 85 ของรายได้ทั้งหมดของครัวเรือน

โดยสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคผู้หญิง มีความหลากหลายตั้งแต่กลุ่มสุขภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ยา และอาหารเสริม เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ เครื่องสำอาง อาหารฟังก์ชันหรืออาหารเพื่อสุขภาพ สมุนไพรและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อาหารสัตว์เลี้ยง ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้าน เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งความต้องการสินค้ากลุ่มดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการไทยในการได้รับส่วนแบ่งจากตลาดการส่งออกของไทยในตลาดโลกประเภทกลุ่มสินค้าและผลิตภัณฑ์จากแนวโน้ม SHEconomy ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเป็นการสะท้อนศักยภาพในการแข่งขันการส่งออกของไทยในตลาดโลกอีกด้วย

สำหรับปัจจัยที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับไปสู่สินค้าและผลิตภัณฑ์ SHEconomy ได้แก่

  1. 1. การศึกษาทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้หญิงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากผู้หญิงมีความต้องการที่หลากหลายจากด้านกายภาพ รวมไปถึงพฤติกรรมในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มนักกีฬา หรือสาวโสด รวมทั้งกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องเลี้ยงลูกเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มได้มากขึ้น
  2. 2. การต่อยอดสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม หรือ ESG โดยผลการสำรวจพบว่า ผู้หญิงมีความเต็มใจในการซื้อเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มการใช้จ่ายให้กับสินค้าหรือบริษัทที่มุ่งเน้นความยั่งยืนโดยเฉพาะผู้หญิงในกลุ่มอายุ 18-34 ปี
  3. 3. การเน้นช่องทางการขายผ่าน E-Commerce เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงและตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ โดยผลการสำรวจตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่สุดของจีนพบว่า ผู้หญิงชาวจีนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 64 ในวันสตรีสากลในจีนประจำปี 2558-2560 ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดเผยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนว่า ยอดค้าปลีกออนไลน์ของจีนในปี 2561 มีมูลค่า 1.34 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งขยายตัวขึ้นมากเมื่อเทียบกับยอดขาย 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2556
  4. 4. การให้ความสำคัญกับบริการหลังการขาย เพราะนอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจที่ดีแล้ว ยังสามารถกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำและสร้างความผูกพันระยะยาว ดังตัวอย่าง SuperBottoms ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าสำหรับแม่และเด็กของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีที่สุดคือผ้าอ้อมสำหรับเด็กทารก ซึ่งได้สร้างประสบการณ์หลังการขายที่น่าประทับใจด้วยการนำเสนอวิดีโอ และคำอธิบายสำหรับวิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ โดยเน้นที่ปัญหาหรืออุปสรรคที่คุณแม่มือใหม่ทุกคนต้องพบระหว่างการเลี้ยงดูบุตร
  5. 5. การสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ หรือ Startup ในการพัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิง ซึ่งจะช่วยให้สามารถขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภคในกลุ่มใหม่ ๆ ที่มีความต้องการเฉพาะได้มากขึ้น เช่น Mommy Booster ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ของไทยที่ได้สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการคิดค้นวิจัยสารสำคัญในหัวปลีไทยเพื่อเพิ่มน้ำนมสำหรับผู้หญิงที่ต้องการให้นมลูก โดยปัจจุบันได้ขยายตลาดไปในหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง กัมพูชา จีน เวียดนามและมาเลเซีย