“อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” คือ การเดินทางท่องเที่ยวไปต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์ ที่มีมาตรฐานเทียบเท่าหรือดีกว่าประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การทำหัตถการทางเลือก การรักษาทางทันตกรรม ไปจนถึงการผ่าตัดใหญ่และการบำบัดสุขภาพ ทั้งนี้ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในประเทศไทย เริ่มพัฒนาอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียในปี 2540 ภาคเอกชนหันมาให้ความสำคัญกับตลาดผู้ป่วยต่างชาติเพื่อเพิ่มรายได้เข้าประเทศ โดยรัฐบาลเริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิดศูนย์กลางของการดูแลสุขภาพที่เป็นเลิศในเอเชีย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก สะท้อนจากจำนวนผู้ป่วยต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กลายเป็นอุตสาหกรรมสำคัญในประเทศไทย โดยนานาชาติได้ให้การยอมรับว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจากมีจุดแข็งหลายประการ ได้แก่ ความได้เปรียบด้านราคาที่ผู้ป่วยสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 50-70 เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งมาตรฐานการรักษาที่ได้รับการรับรองในระดับสากลจากองค์กรรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล (Joint Commission International) และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแพทย์ในสาขาต่าง ๆ รวมถึงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง ทำให้ค่อนข้างได้เปรียบในตลาดโลก
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงได้กำหนดให้นโยบายศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 เพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม ซึ่งครอบคลุมการวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูและพักผ่อน ผ่านเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่และภูมิปัญญาการแพทย์ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายสำคัญหลายประการประกอบด้วย การขาดหน่วยงานกลางที่มีอำนาจชัดเจนในการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ระบบการเก็บข้อมูลที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่างนักท่องเที่ยวทั่วไปกับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้อย่างชัดเจน อุปสรรคทางภาษาของบุคลากรในภาคส่วนต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลและความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง การขาดความเข้าใจในเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของบุคลากรส่วนใหญ่ที่เป็นอุปสรรคในการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและความเชื่อของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ารับบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาอิสลามและกรอบกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม โดยประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้านเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ออกมาควบคุมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์โดยตรง แต่มีกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในด้านสถานพยาบาลและสถานประกอบการที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เช่น พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดมาตรฐาน กฎเกณฑ์และข้อบังคับสำหรับการดำเนินกิจการสถานพยาบาล โดยโรงพยาบาลเอกชนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์และควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสถานพยาบาลที่นักท่องเที่ยวมาใช้บริการ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 บังคับใช้กับสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการสปา กิจการนวดเพื่อสุขภาพหรือเพื่อเสริมความงาม โดยควบคุมมาตรฐานร้านสปาและร้านนวดที่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งอำนวยความสะดวกในการให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเพื่อพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยจากรายงานการพัฒนาศึกษาของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยว วุฒิสภา เรื่อง “การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤต COVID – 19” มีข้อเสนอแนะให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อช่วยเหลือโรงแรมขนาดเล็กสามารถรองรับการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว และกฎหมายเกี่ยวกับการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว กำหนดมาตรการในการออกวีซ่าสำหรับการรักษาทางด้านการแพทย์ให้สะดวกยิ่งขึ้น ตลอดจนการปรับเรื่องกฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานให้เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม และควรเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์เพื่อให้สอดรับเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ รวมถึงควรนำแพลตฟอร์มระบบออนไลน์เกี่ยวกับการแพทย์มาเชื่อมต่อกับช่องทางของแพลตฟอร์มจองห้องพักหรือโรงแรมของต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ
กล่าวโดยสรุป ประเทศไทยสามารถส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานกลางระดับชาติที่มีอำนาจชัดเจน เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่สามารถระบุนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ได้อย่างแม่นยำ ดำเนินการรับรองมาตรฐาน โดยยึดโยงกับการรับรองมาตรฐานในระดับสากล และดำเนินการฝึกอบรมด้านภาษา รวมถึงความรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมกับการพัฒนาระบบเว็บไซต์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งชาติ เพื่อบูรณาการด้านข้อมูลและการให้บริการ นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญต่าง ๆ ตั้งแต่วีซ่าทางการแพทย์ มาตรฐานและการรับรองสถานพยาบาลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความรับผิดทางการแพทย์สิทธิประโยชน์ทางภาษี สิทธิและการคุ้มครองผู้ป่วยต่างชาติและการพัฒนาระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติด้วยการสร้างเครือข่ายกับบริษัทประกันสุขภาพระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หากสามารถนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับใช้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่องควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งที่มีอยู่ จะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
Copyright © 2022 National Assembly Library of Thailand
The Secretariat of the House of Representatives
1111 Samsen Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit, Bangkok 10300, THAILAND
Tel: +66(0) 2242 5900 ex 5714, 5715, 5721-22 Fax: +66(0) 2242 5990
E-mail: library@parliament.go.th