อาสาสมัครสาธารณสุข: ด่านหน้าทางการแพทย์เพื่อพิทักษ์สุขภาพของชุมชน

Script Writer
รณชัย โตสมภาค, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-07
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ระบบอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สำคัญของประเทศไทย ในการพัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐาน โดยมีจุดเริ่มต้นในปี 2521 หลังจากรัฐบาลไทยร่วมลงนามในปฏิญญาอัลมา-อตา (Declaration of Alma-Ata 1978) ซึ่งมุ่งเน้นหลักการที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเอง การริเริ่มนี้เกิดจากการตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชนบท จึงได้มีการคัดเลือกคนในชุมชนมาอบรมให้มีความรู้ด้านสุขภาพขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมสุขภาพในชุมชน ต่อมาในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) รัฐบาลได้กำหนดนโยบายให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ โดยมีอัตราส่วนอาสาสมัครสาธารณสุข 1 คนต่อประชากร 10-20 ครัวเรือน ส่งผลให้อาสาสมัครสาธารณสุขมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ในปี 2568ประเทศไทยมีจำนวนอาสาสมัครสาธารณสุขประมาณ 1.08 ล้านคน ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยมีอัตราส่วนอาสาสมัครสาธารณสุข 1 คน ต่อประชากร 8-15 ครัวเรือน และการพัฒนาภารกิจของอาสาสมัครสาธารณสุข ได้ปรับเปลี่ยนจากการให้ความสำคัญด้านการควบคุมโรคติดต่อมาเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสุขภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม 

บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขดำเนินการภายใต้หลักการ 6 ประการ ได้แก่

  • แก้ข่าวร้าย
  • กระจายข่าวดี
  • ชี้บริการ
  • ประสานงานสาธารณสุข
  • บำบัดทุกข์ประชาชน และ
  • ดำรงตนเป็นตัวอย่างที่ดี

โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างระบบบริการสุขภาพกับชุมชน ซึ่งตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดบทบาทหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ครอบคลุมตั้งแต่การเผยแพร่ความรู้ด้านสาธารณสุข การเฝ้าระวังและป้องกันโรค การเป็นแกนนำในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ จนถึงการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขปรากฏเป็นที่ประจักษ์ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19  ซึ่งอาสาสมัครสาธารณสุขทั่วประเทศได้ทำการลงพื้นที่เคาะประตูบ้านเพื่อค้นหาและคัดกรองกลุ่มเสี่ยงให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรค ติดตามอาการผู้กักตัว และรณรงค์ให้ประชาชนฉีดวัคซีน โดยการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครสาธารณสุขจำนวน 207 คน ที่ดำเนินงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคโควิด 19 ในชุมชน พบว่ามีอาสาสมัครสาธารณสุขปฏิบัติภารกิจค้นหาคัดกรองกลุ่มเสี่ยงถึงร้อยละ 97.6 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

จากการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขที่เสียสละดูแลสุขภาพประชาชน ประกอบกับภาระงานที่เพิ่มมากขึ้น และเป็นกำลังสำคัญที่เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพแข็งแรง รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนจ่ายค่าป่วยการให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขเดือนละ 600 บาทนับตั้งแต่ปี 2552 พร้อมสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล โดยในปัจจุบันตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 เป็นต้นมา รัฐบาลได้เพิ่มค่าป่วยการให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขเดือนละ 2,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาหลักสูตรอาสาสมัครหมอประจำบ้าน ซึ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลเพื่อยกระดับการบริการสุขภาพในชุมชน อย่างไรก็ตาม อาสาสมัครสาธารณสุขในฐานะกลไกหลักของระบบสาธารณสุขมูลฐานในประเทศไทย ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้รูปแบบปัญหาสุขภาพซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของโรคอุบัติใหม่ การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประชากรไทยจากอัตราการเกิดที่น้อยลง การขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์พื้นฐาน และประเด็นความเหมาะสมของค่าตอบแทนอาสาสมัครสาธารณสุข

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงพยายามยกระดับสถานะของอาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบสุขภาพที่ทำงานด้วยจิตอาสาและความผูกพันกับชุมชน โดยการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้วจะทำให้อาสาสมัครสาธารณสุขได้รับความคุ้มครองภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในแต่ละระดับที่มีโครงสร้างการบริหารจัดการที่เป็นระบบ กำหนดบทบาทหน้าที่ จรรยาบรรณ และสิทธิประโยชน์อย่างครอบคลุม รวมถึงการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนกิจการอาสาสมัครสาธารณสุขให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งจะส่งผลให้อาสาสมัครสาธารณสุขมีความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่และช่วยให้การบริการสุขภาพปฐมภูมิเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข เพื่อยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ