ด้วยสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยในปี 2567 ที่เข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของนโยบายด้านประชากรและการวางแผนครอบครัวที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง รวมทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์ สาธารณสุข และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) หรือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงประชากรเชิงโครงสร้างในรูปแบบผู้สูงอายุของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มการบริโภคของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเพิ่มจำนวนของประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งได้นำมาซึ่งโอกาสและการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงวัย หรือเรียกว่า “เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy)” ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นสำหรับผู้สูงวัยทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจผู้สูงวัยทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 26.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 880-900 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.6 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่มูลค่าตลาดผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัยของไทยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ต่อปี โดยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ พบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัยมีความน่าสนใจ และมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภคอื่น ๆ โดยมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง เนื่องจากมีศักยภาพทางด้านการเงิน จึงมักจะซื้อสินค้าที่เน้นคุณภาพ มีชื่อเสียง เชื่อถือได้ และไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านราคามากนัก โดยนิยมซื้อกลุ่มสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์สำหรับออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนแบรนด์สินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน รวมทั้งมีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของสินค้า (Brand Loyalty) ที่ใช้เป็นอย่างมาก และมีแนวโน้มการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงนับเป็นโอกาสของภาคธุรกิจไทยที่มีความโดดเด่นในการรองรับตลาดสินค้าและบริการของผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งกระจายอยู่ในธุรกิจหลายประเภท อาทิ
1. ธุรกิจสุขภาพ ความต้องการสินค้าและบริการทางสุขภาพเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ โดยเฉพาะแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ประกอบกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น
2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันที่พักสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยยังมีไม่เพียงพอ สะท้อนจากผู้รอคิวเข้าพักในโครงการบ้านพักผู้สูงอายุของรัฐที่มีจำนวนมาก จึงทำให้ธุรกิจที่พักผู้สูงอายุมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยพบลักษณะของที่พักส่วนใหญ่ ได้แก่
3. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในสังคมผู้สูงอายุ ได้แก่
4. ธุรกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการบำบัดและดูแลรักษาอาการป่วยเฉพาะจะเป็นที่ต้องการในตลาดผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น เช่น แว่นตาเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality: VR) สายรัดข้อมือช่วยชีวิตและสติกเกอร์รหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งมีประโยชน์กรณีผู้สูงอายุเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดการพลัดหลงจากญาติ และวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยสายตา สำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น รองเท้าผ้าใบ ที่นอนเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อชะลอวัย หรือเก้าอี้ที่มีเท้าแขนข้างเดียว เพื่อความสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ตลอดจนธุรกิจทางการเงิน เช่น เงินฝากพิเศษ/สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ ประกันสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น
Copyright © 2022 National Assembly Library of Thailand
The Secretariat of the House of Representatives
1111 Samsen Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit, Bangkok 10300, THAILAND
Tel: +66(0) 2242 5900 ex 5714, 5715, 5721-22 Fax: +66(0) 2242 5990
E-mail: library@parliament.go.th