การออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

Script Writer
สุภาพิชญ์ ถิระวัฒน์, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-01
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การออกเสียงประชามติ (Referendum) หมายถึง การขอความเห็นชอบจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่อาจกระทบถึงประโยชน์ส่วนได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน โดยวิธีการให้ออกเสียงลงมติโดยตรง ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน เพราะเป็นช่องทางให้ประชาชนมีสิทธิร่วมใช้อำนาจในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของประเทศ

ประเทศไทยได้บัญญัติเรื่องการออกเสียงประชามติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492 เป็นฉบับแรก และปรากฏต่อมาในรัฐธรรมนูญของไทยอีกหลายฉบับ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ผ่านมาได้มีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติระดับชาติมาแล้วเพียง 2 ครั้ง คือ ครั้งแรก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นการจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้รับความเห็นชอบและประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ครั้งที่ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 เป็นการจัดให้มีการออกเสียงประชามติใน 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น และประเด็นที่ 2 ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประเด็นเพิ่มเติมหรือคำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติสมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” ซึ่งผู้มีสิทธิออกเสียงได้ให้ความเห็นชอบทั้ง 2 ประเด็น ต่อมาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยมีการบัญญัติเนื้อหาตามคำถามพ่วงไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย

สำหรับการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้เป็นการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีที่มาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่วินิจฉัยว่า ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่เสียก่อน ทั้งนี้ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติ หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ได้แก่ 

  • ครั้งที่ 1 เพื่อสอบถามประชาชนก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”
  • ครั้งที่ 2 เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาพิจารณาเสร็จแล้วหรือไม่ โดยเป็นการให้ความเห็นชอบแต่ละประเด็นทุกประเด็น ทั้งวิธีการและเนื้อหาก่อนมีการดำเนินการต่อไป 
  • ครั้งที่ 3 เพื่อสอบถามประชาชนว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ภายหลังการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ 

โดยการออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 อาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวกันได้ ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ 

เพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา จึงได้มีการพิจารณาญัตติด่วน 5 ฉบับ เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนต่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 494 เสียง ให้ส่งญัตติด่วนทั้ง 5 ญัตติไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยกำหนดประเด็นคำถามมาด้วย แต่เนื่องจากคณะรัฐมนตรีเห็นว่าคำถามของรัฐสภานั้นอาจมีปัญหาข้อกฎหมาย คณะรัฐมนตรีจึงเห็นควรกำหนดคำถามในการออกเสียงประชามติ ครั้งที่ 1 ว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและให้เป็นไปตามมติของรัฐสภา นอกจากนั้น ยังได้กำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปด้วย เนื่องจากเห็นว่าจะเป็นการประหยัด ใช้งบประมาณแผ่นดินโดยคุ้มค่า และเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนมากที่สุด รวมทั้งเป็นการช่วยลดภาระของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ต้องดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่แตกต่างกันด้วย 

การจัดให้มีการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะหากผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ แต่หากผลการออกเสียงประชามติไม่เห็นชอบกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้ไม่สามารถดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นโอกาสสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ผู้มีสิทธิออกเสียงจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองเพื่อตัดสินใจในเรื่องสำคัญของประเทศที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในอนาคตต่อไป