ปัญหาประชากรแฝงในสังคมไทย

Script Writer
ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-03
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ผลจากการพัฒนาประเทศทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในภาพรวม แต่ได้ก่อให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ตามมา ทั้งในด้านที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ เช่น รายได้ของประชาชน โดยรวมเพิ่มขึ้น แต่ความแตกต่างของรายได้กลับเพิ่มขึ้นเช่นกัน ระหว่างกลุ่มครัวเรือนในภาคเกษตรและ อุตสาหกรรม ระหว่างเมืองใหญ่ เมืองอุตสาหกรรม และส่วนภูมิภาค หรือระหว่างเขตเมืองกับเขตชนบท ทำให้เกิด การเคลื่อนย้ายแรงงานจากชนบทสู่เมืองหลวง หรือเมืองเขตเศรษฐกิจที่มีการเติบโตสูง เพราะเป็นตลาดแรงงาน ขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์รวมของสถานศึกษา จึงทำให้เกิดประชากรแฝงในพื้นที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกลุ่มคนที่มีถิ่นที่อยู่จริงสถานที่หนึ่ง แต่เข้ามาพักอาศัย ทำงาน หรือศึกษาในอีกพื้นที่หนึ่ง โดยไม่ได้ ย้ายทะเบียนบ้านตามมา ทำให้ข้อมูลในทะเบียนราษฎรไม่สะท้อนจำนวนประชากรที่แท้จริงในพื้นที่นั้น ๆ ทั้งนี้ ประชากรแฝงแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) ประชากรแฝงกลางคืน คือ ผู้ที่พักอาศัยประจำในจังหวัดแห่งหนึ่ง แต่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของจังหวัดนั้น และ 2) ประชากรแฝงกลางวัน คือ ผู้ที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ ในเวลากลางวันเพื่อทำงานหรือศึกษาในสถานศึกษา โดยเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานประชากรแฝงในระหว่างปี 2567-2568 พบว่า ประเทศไทยมีประชากรแฝงประมาณ 9-10 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 13.2 ของประชากรทั้งประเทศ แบ่งเป็นประชากรแฝงกลางคืน 8.40 ล้านคน และประชากร แฝงกลางวัน 0.85 ล้านคน โดยกรุงเทพฯ เป็นจังหวัดที่ประชากรแฝงมากที่สุด รองลงมา คือ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี และสมุทรสาคร ตามลำดับ

การมีประชากรแฝงจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจุกตัวเพียงบางแห่งได้ส่งผลกระทบต่อ สังคมหลายด้าน คือ 1) วิกฤตการจัดสรรงบประมาณ เพราะการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้ส่วนท้องถิ่น (กรุงเทพมหานคร เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และเมืองพัทยา) พิจารณาจัดสรร ตามทะเบียนราษฎรเป็นหลัก ซึ่งจังหวัดที่มีประชากรแฝงมาก เช่น กรุงเทพฯ ที่มีประชากรตามทะเบียนราษฎร เพียง 5.5 ล้านคน แต่มีผู้อาศัยจริงที่รวมประชากรแฝงสูงถึง 10-12 ล้านคน จึงเป็นภาระของท้องถิ่นที่ต้องดูแล เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า ภายใต้งบประมาณที่ได้รับเท่าเดิม ทำให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านบริการสาธารณะ ที่ไม่เพียงพอ เช่น การจัดการขยะ ซ่อมบำรุงถนน ระบบน้ำเสีย เพราะไม่สามารถจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ในเขต ได้ตามเป้าหมาย ขาดงบประมาณในการพัฒนาโครงการอื่น เนื่องจากมีการคำนวณคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ตั้งแต่ต้น ทำให้การพัฒนาเมืองทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 2) ด้านบริการสาธารณะและโครงสร้างพื้นฐาน ไม่สามารถรองรับประชากรที่มากขึ้น เกิดการแออัดของระบบขนส่งสาธารณะและการจราจรติดขัด เพราะประชากรแฝงกลางวันมีเป็นจำนวนมาก การใช้สาธารณูปโภคที่เกินกำลังก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลน

น้ำประปา มลพิษทางอากาศ ขยะล้นเมือง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ทรัพยากรเกินกว่าความจุของพื้นที่ 3) ภาระหนัก ของระบบสาธารณสุข เกิดความแออัดในการรักษาโรงพยาบาลของรัฐในจังหวัดที่มีประชากรแฝงจำนวนมาก เพราะต้องรองรับผู้ป่วยที่เข้ามาอาศัยในพื้นที่ และอาจเกิดปัญหาโรคระบาด เพราะการย้ายถิ่นของประชากร 4) ระบบสวัสดิการและคุณภาพชีวิตมีความเสี่ยง โดยส่วนใหญ่ประชากรแฝงมักเป็นแรงงานระดับล่างที่ขาด สวัสดิการที่มั่นคง ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการเฉพาะพื้นที่ได้และ 5) การวางแผนพัฒนาที่คลาดเคลื่อนจาก ข้อเท็จจริง เมื่อข้อมูลประชากรไม่ตรงความเป็นจริง ทำให้การวางแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะอยู่บนฐานข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เช่น อัตราการใช้ทรัพยากรต่อหัวสูงผิดปกติ ความเหลื่อมล้ำของสถิติรายได้ที่เป็นรายได้ต่อหัว และผลิตภัณฑ์มวลรวมรายจังหวัดไม่ตรงกับความเป็นจริง จากการศึกษาผลงานวิจัยและบทความวิชาการ พบว่า สภาพปัญหาของการย้ายถิ่นฐานประชากร โดยไม่มีการนำเข้าระบบฐานข้อมูลตามทะเบียนราษฎร จนเกิดเป็นปัญหาประชากรแฝงที่กระจุกตัวอยู่ ตามจังหวัดใหญ่หรือพื้นที่เมืองใหญ่ รัฐบาลควรมีแนวทางแก้ปัญหาประชากรแฝงที่ต้องทำแบบบูรณาการ ทั้งเชิงนโยบายและปฏิบัติ คือ

1. การปฏิรูประบบฐานข้อมูลและทะเบียนราษฎร ทำการเชื่อมโยงฐานข้อมูลดิจิทัลโดยสำนักงาน สถิติแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีติดตามจำนวนประชากรเพื่อนำข้อมูลมาวางแผนโครงสร้าง พื้นฐาน สร้างมาตรการจูงใจให้ย้ายทะเบียนบ้าน เพื่อผลักดันนโยบาย "สวัสดิการตามตัวบุคคล" มากกว่า ตามทะเบียนบ้าน จูงใจให้ประชาชนแจ้งย้ายที่อยู่ตามจริง เช่น การกำหนดสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร

2. การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรตามจำนวนประชากรจริง ด้วยการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ การจัดสรรงบประมาณรายบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้คำนวณรวมประชากรแฝงในพื้นที่ เพื่อให้ มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดการขยะ การจราจร และระบบระบายน้ำ ยกระดับบริการสาธารณสุข ขยายศักยภาพของศูนย์บริการสาธารณสุขในเขตเมืองเพื่อรองรับงาน "ส่งเสริม-ป้องกันโรค" สำหรับผู้ที่ไม่มี สิทธิบัตรทองในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในกลุ่มประชากรที่เคลื่อนย้ายพื้นที่บ่อย

3. มาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางแฝง โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรเน้นการเข้าถึงครอบครัวเปราะบางที่เป็นประชากรแฝงใน 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ ความเป็นอยู่การศึกษา รายได้ และการเข้าถึงบริการรัฐ โดยไม่ใช้ทะเบียนบ้าน ส่งเสริมสิทธิสวัสดิการข้ามเขตเป็นการพัฒนาระบบ ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ติดตามบุตรหลานมาอยู่ในฐานะประชากรแฝง เพื่อให้สามารถรับเบี้ยยังชีพหรือ บริการดูแลในพื้นที่ที่พักอาศัยจริงได้สะดวกขึ้น

4. การบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง เน้นการกระจายความเจริญด้วยการสร้างเขตเศรษฐกิจใหม่ ในภูมิภาคเพื่อลดแรงดึงดูดเข้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ลดความแออัดของประชากรแฝงในเขตเมืองหลวงและ จังหวัดขนาดใหญ่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ให้การรับรองสิทธิแรงงานต่างด้าวมีการใช้ระบบยืนยันตัวตน ด้วยเทคโนโลยีชีวมิติ เพื่อเข้าถึงระบบเฝ้าระวังโรคและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ลดปัญหาแรงงานนอกระบบ ที่ตรวจสอบไม่ได้