โรงเรียนขนาดเล็ก: หัวใจสำคัญของการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

Script Writer
ณัฐพล ยิ่งกล้า, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-03
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสร้างความก้าวหน้าให้กับสังคม แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 กำหนดให้การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ความแตกต่างด้านคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียนขนาดใหญ่และโรงเรียนขนาดเล็กยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน โดยโรงเรียนขนาดใหญ่มักมีทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขณะที่โรงเรียนขนาดเล็กยังขาดแคลนอุปกรณ์และบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งความเสมอภาคทางการศึกษา ไม่ได้หมายความเพียงทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาเหมือนกันเท่านั้น แต่หมายความถึงทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนขนาดเล็ก โดยคำนึงถึงความจำเป็นที่แตกต่างกัน ในการจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพสูงสุดของตนเองได้โดยปราศจากอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนส่วนใหญ่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังคงเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 119 คนลงมา กระจายตัวอยู่ในชนบทที่อยู่ห่างไกล โดยจากข้อมูลเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 พบว่ามีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากกว่า 15,000 แห่ง หรือประมาณร้อยละ 51 จากจำนวนโรงเรียนทั้งหมดประมาณ 30,000 แห่ง สภาวการณ์ดังกล่าวเป็นผลกระทบโดยตรงจากอัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกระแสความนิยมของผู้ปกครองที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจ มักส่งบุตรหลานไปเรียนโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงด้วยความเชื่อมั่นในมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กที่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการสะสมมานาน ทั้งด้านการบริหารงานบุคคล ด้านงบประมาณ ด้านวิชาการ และด้านการบริหารทั่วไป ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการรวมหรือเลิกสถานศึกษา

จากปัญหาดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงได้ตั้งกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและการคงอยู่รวมหรือเลิกโรงเรียนขนาดเล็ก และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ดังนี้

  1. 1. ด้านการบริหารงานบุคคล มุ่งเน้นการลดภาระและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยยกเลิกการอยู่เวรของครู พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้อำนวยการ หรือรักษาการผู้อำนวยการสถานศึกษาให้ครบทุกแห่ง และจัดสรรอัตรากำลังพนักงานราชการหรือครูอัตราจ้างให้ครอบคลุมตามความจำเป็น
  2. 2. ด้านงบประมาณ ได้จัดสรรงบประมาณจ้างนักการภารโรงให้ครบทุกโรงเรียน จัดสรรงบประมาณค่าพาหนะและค่าอาหารกลางวันให้เพียงพอ รวมถึงปรับปรุงหลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพจริงของโรงเรียนที่มีนักเรียน 1-60 คน
  3. 3. ด้านวิชาการ มีการจัดกลุ่มโรงเรียนตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (O-NET) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและปัญหาในแต่ละพื้นที่ นำไปสู่การวางแผนยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละกลุ่มโรงเรียน
  4. 4. ด้านการบริหารทั่วไป ให้สถานศึกษามีระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนรายบุคคลจากภัยต่าง ๆ พร้อมทั้งบริหารจัดการอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อมให้สะอาด ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนในทุกมิติ 

ทั้งนี้ การดำเนินการรวมหรือเลิกสถานศึกษาต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง ชุมชน และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด โรงเรียนขนาดเล็กมิได้เป็นเพียงสถานที่จัดการเรียนการสอน หากแต่เป็นสถาบันทางสังคมที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับชุมชนโดยรอบ การคงอยู่ของโรงเรียนจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ

ดังนั้น หากโรงเรียนเหล่านี้ได้รับการส่งเสริมให้เป็นโรงเรียนวิถีชุมชนที่มีคุณภาพและมาตรฐานสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความจำเป็นของผู้เรียน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถยืนหยัดได้อย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับการศึกษาของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน