มาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงคราม

Script Writer
โชคสุข กรกิตติชัย, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2569-05
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

    การลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงคราม เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา พบว่า ยุทธภัณฑ์ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในหลายกรณี อาทิ ขบวนการค้ายาเสพติด ขบวนการแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะมีกิจกรรมที่เคลื่อนไหวเป็นประจำ ต้องมีกองกำลังคุ้มครองและใช้ยุทธภัณฑ์ในการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงกลุ่มมือปืนรับจ้างที่มีอาวุธอานุภาพร้ายแรงอย่างยุทธภัณฑ์ ใช้สังหารบุคคลที่ได้รับการว่าจ้างมา ปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามจึงเกิดขึ้นจากการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์โดยการนำเข้ามาจากต่างประเทศ และภายในประเทศที่มีการลักลอบนำออกมาจากคลังแสงของทางราชการซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง 
    เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงเสนอมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้ ตามพระราชบัญญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 ต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เพื่อเสนอแนะให้มีการปรับปรุง
การปฏิบัติราชการหรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมและเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดที่เป็นช่องทางให้มีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีต่อราชการได้ ตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 โดยมีมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงคราม ดังนี้

  •     1. ด้านนโยบาย รัฐบาลควรกำหนดนโยบายให้หน่วยงานของรัฐที่มียุทธภัณฑ์ในครอบครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำ “ยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้” ส่งเสริมและสนับสนุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตรวจสอบคลังเก็บยุทธภัณฑ์ทั่วประเทศ และส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือโดยสนับสนุนงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องมือและเทคโนโลยีระบบออนไลน์ในการตรวจสอบ ค้นหายุทธภัณฑ์ และยาเสพติด การผลิตอาวุธของโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน
  •     2. ด้านการป้องกัน ควรกำหนดมาตรการและแนวทางในการปิดกั้น ลบข้อมูลที่มีการเผยแพร่การจำหน่ายยุทธภัณฑ์ทางสื่อสังคมออนไลน์ มีการพัฒนากลไกและมาตรการการลักลอบขนส่งหรือจำหน่ายยุทธภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางระบบขนส่งพัสดุภัณฑ์และแพลตฟอร์มออนไลน์ และพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยความมั่นคงและการข่าวของปัญหาการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์ในพื้นที่ชายแดน พิจารณาออกกฎหมายหรือระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจไปรษณีย์เอกชน และกำหนดโทษในทางอาญาและทางวินัยให้หนักขึ้น และคัดกรองตรวจสอบประวัติโดยละเอียดของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ควบคุมและเก็บรักษายุทธภัณฑ์ 
  •     3. ด้านการปราบปราม ควรดำเนินการให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับยุทธภัณฑ์เป็นความผิดที่มีผลกระทบรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน มุ่งเน้นดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดแล้วโดยขยายผลไปยังผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ และผู้สนับสนุนด้วย มุ่งเน้นสกัดกั้นเส้นทางการค้ายุทธภัณฑ์ เช่น ตามแนวชายแดน ชายแดนฝั่งทะเล และใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการตรวจค้นหา สืบสวน ติดตามจับกุมบุคคลที่จำหน่ายยุทธภัณฑ์ทางช่องทางออนไลน์ และสามารถติดตามยุทธภัณฑ์คืนเมื่อยุทธภัณฑ์สูญหาย
  •     4. ด้านการตรวจสอบ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ในบริเวณทางเข้า-ออก จุดจัดเก็บยุทธภัณฑ์ให้สามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลา และใช้ภาพหรือวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบ มีแผนการบริหารความเสี่ยงในกรณีการนำยุทธภัณฑ์ออกจากคลังยุทธภัณฑ์ไปใช้เพื่อการซ้อมรบ และมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการสัญจรหรือขนส่งสินค้าและยานพาหนะระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    การมีมาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตเกี่ยวกับการลักลอบค้ายุทธภัณฑ์
ที่อาจนำไปใช้ในการรบหรือการสงครามได้อย่างเป็นระบบและเข้มงวดจะทำให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตภายในหน่วยงานรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานระหว่างหน่วยงานให้มีความเป็นเอกภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและประชาคมระหว่างประเทศต่อศักยภาพของรัฐในการควบคุมยุทธภัณฑ์ และรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว