การส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย

Script Writer
วิชาญ ทรายอ่อน, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-03
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

สังคมไทยในฐานะที่เป็นสังคมพหุชาติพันธุ์และพหุวัฒนธรรม ได้รับการหล่อหลอมจากความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์ ภาษา วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และความเชื่อตามจารีตประเพณี เป็นของตนเอง ความหลากหลายดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ แต่ยังสะท้อน  ถึงพลวัตทางสังคมที่มีความท้าทายในการบริหารจัดการความแตกต่างภายใต้ความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 60 กลุ่มชาติพันธุ์ จำแนกได้เป็น 4 กลุ่ม ตามลักษณะนิเวศวิทยาและ การปรับตัวทางวัฒนธรรม ได้แก่

  1. กลุ่มที่ 1) มีถิ่นฐานบนพื้นที่ภูเขาสูง มีวิถีชีวิตที่ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเฉพาะถิ่น แสดงถึงความสัมพันธ์แบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นเอกลักษณ์
  2. กลุ่มที่ 2) อาศัยบนเกาะแก่งและชายฝั่งทะเล ดำรงชีพด้วยการประมงและมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงทรัพยากรทางทะเล สะท้อนความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างมนุษย์กับระบบนิเวศทางทะเล
  3. กลุ่มที่ 3) อาศัยในป่าและดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า มีความรู้และภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน และ
  4. กลุ่มที่ 4) ตั้งถิ่นฐานบนพื้นราบและมีวิถีชีวิตที่กลมกลืนกับสังคมไทยส่วนใหญ่ แต่ยังคงพยายามรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองไว้

จากสภาพวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย ทำให้ประสบปัญหาทั้งมิติปัญหาเชิงวัฒนธรรมและมิติปัญหาเชิงโครงสร้าง ได้แก่

1) ปัญหาการขาดการรับรองสถานะบุคคล ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม เช่น กะเหรี่ยง ชาวเล และกลุ่มอื่น ๆ ที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร แม้จะอาศัยในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน หรือแม้แต่เกิดและเติบโตในแผ่นดินไทย แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนเกิดหรือไม่มีเอกสารรับรองตัวตน

2) ปัญหาการสูญเสียอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นผลจากการพัฒนาประเทศที่เน้นความเป็นเอกภาพ ส่งผลให้วิถีชีวิต อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และภาษาดั้งเดิมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เริ่มสูญหายไปจากสังคม 3) ปัญหาการเลือกปฏิบัติและการเข้าไม่ถึงสิทธิ ด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเชื้อชาติและภาษา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะและโอกาสต่าง ๆ

4) ปัญหาสิทธิในที่ดินทำกิน มีการทับซ้อนระหว่างสิทธิการอาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินกับพื้นที่อนุรักษ์หรือพื้นที่ที่อยู่ในการดูแลของราชการ และ

5) ปัญหาการขาดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจการกำหนดวิถีชีวิต และการตัดสินใจในกิจกรรมหรือกิจการของรัฐหรือเอกชนที่อาจกระทบต่อสิทธิ วิถีชีวิต และชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ ส่งผลให้การพัฒนาไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเพียงพอ

แม้ว่าประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านการให้สัตยาบันและรับรองกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 70 กำหนดให้รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิในการดำรงชีวิตตามวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตดั้งเดิมของตนเองได้อย่างสงบสุข โดยไม่ถูกรบกวน และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐ กำหนดรายละเอียด วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในการส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้รับสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้กำหนดไว้

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เสนอร่างทำนองเดียวกันอีก 4 ฉบับ รวม 5 ฉบับ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง 5 ฉบับ มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกัน โดยมุ่งเน้นการจัดตั้งคณะกรรมการในระดับต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมสิทธิการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การคุ้มครองสิทธิและการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตเพื่อใช้ในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต และการกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์   โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และลงมติในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง 5 ฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในวาระที่ 2 ต่อมาที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป วุฒิสภาได้พิจารณา 3 วาระ และลงมติเห็นชอบในวาระที่ 3 ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม จากนั้นได้ส่งร่างพระราชบัญญัติที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมมายังสภาผู้แทนราษฎร และได้มีการบรรจุวาระเป็นเรื่องด่วนตามระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ต่อมาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา จึงถือว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

การกำหนดกฎหมายเฉพาะเพื่อเน้นการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิ และวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์จะช่วยสร้างกลไกที่ชัดเจนและเป็นระบบเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต กฎหมายดังกล่าวจำเป็นต้องครอบคลุมการกำหนดสถานะบุคคล การคุ้มครองสิทธิในที่ดิน การส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณะ การรับรองและส่งเสริมวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่กระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งนี้ความสำเร็จของการคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมไทย ให้ยอมรับและเคารพความแตกต่าง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค