สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีและสิทธิในอากาศสะอาด: หลักประกันลมหายใจ

Script Writer
อนุชา ดีสวัสดิ์, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-09
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

จากสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก 2.5 ไมครอน (PM2.5) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้แนวคิดเรื่อง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” (Right to Healthy Environment) และ “สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด” (Right to Breathe Clean Air) ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลาย แนวคิดดังกล่าวไม่ได้แสดงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงเรื่องของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่เป็นประเด็นด้าน “สิทธิมนุษยชน” โดยตรง เนื่องจากอากาศที่ไม่สะอาดและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งสิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ 

ด้วยเหตุนี้ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) ได้รับรองมติ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนสากล และที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ประกาศรับรองให้การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนเป็นสิทธิมนุษยชนสากล อันเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการยกระดับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน 

สิทธิมนุษยชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อม จึงมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและมักถูกเรียกรวมกันเป็นสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Human Rights) โดยสามารถแบ่งสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม เป็น 2 ประเภท ดังนี้

  1. 1. สิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Rights) คือ สิทธิที่เป็นสาระสำคัญแห่งความเป็นมนุษย์ เช่น สิทธิในชีวิตหรือสิทธิของการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้แก่ สิทธิที่จะหายใจอากาศสะอาด สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาด และสิทธิที่จะปลอดจากมลพิษ สิทธิเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองอยู่แล้วทั้งสิทธิในชีวิตและสิทธิในสุขภาพ เพราะการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรงและชีวิตที่ยืนยาว
  2. 2. สิทธิเชิงกระบวนการ (Procedural Rights) คือ สิทธิที่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนไปสู่การเข้าถึงและคุ้มครองสิทธิเชิงเนื้อหา ประกอบด้วย 3 เสาหลักที่สำคัญตามที่ปรากฏในตราสารระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาอาร์ฮูส (Aarhus Convention) ได้แก่ 1) สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อตนเอง 2) สิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจของภาครัฐหรือการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมของภาครัฐในแผนและโครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม 3) สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชนในการเรียกร้องการคุ้มครองสิทธิของตนจากรัฐ ทั้งการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทางสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งการละเมิดหลักกฎหมายสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายภายในของรัฐ

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในเชิงกระบวนการไว้หลายมาตรา เช่น มาตรา 43 กำหนดสิทธิของบุคคลและชุมชนในการมีส่วนร่วมจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมาตรา 57 กำหนดหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีกรณีตัวอย่างตามคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดที่ได้วางบรรทัดฐานที่สำคัญในคดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยว่าการประกอบกิจการที่ก่อมลพิษถือเป็นการกระทบสิทธิในการที่จะดำรงชีพอย่างปกติสุขในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อันเป็นสิทธิที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติรับรองไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในชีวิตและร่างกาย คำพิพากษานี้เป็นการตีความขยายสิทธิในชีวิตและร่างกายให้ครอบคลุมถึงการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและเป็นแนวบรรทัดฐานสำคัญในการคุ้มครองประชาชน

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” ไว้อย่างชัดเจนในฐานะสิทธิเชิงเนื้อหาโดยตรง ทำให้การรับรองสิทธิดังกล่าวไม่เป็นรูปธรรม จึงมีความพยายามผลักดันให้เกิดการรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” โดยคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด รวมจำนวน 7 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 รับหลักการ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ปัจจุบัน ณ สิงหาคม 2568 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....  ซึ่งร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีเป้าหมายเพื่อกำหนด “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้ชัดเจน พร้อมทั้งวางกลไกและหน้าที่ของรัฐในการประกันสิทธิดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องมีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการบัญญัติรับรอง “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี” และ “สิทธิในอากาศสะอาด” ให้เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจนในกฎหมายไทย โดยการตรากฎหมายเฉพาะหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้กับประชาชน