การตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

Script Writer
ภุชงค์ สุวรรณมณี, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-01
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 สิ้นสุดลงในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ คือ ชุดที่ 27 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคการเมืองแต่ละพรรคต่างรณรงค์หาเสียงและนำเสนอนโยบายต่อประชาชน เพื่อที่ผู้สมัครของพรรคการเมืองจะได้รับการเลือกตั้งให้ได้จำนวนมากที่สุด และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาใช้ในการบริหารประเทศภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะได้แสดงเจตจำนงในการกำหนดอนาคตของประเทศ ผ่านการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้จะใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ได้แก่ บัตรสีเขียว สำหรับเลือก “คนที่ชอบ” ให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และบัตรสีชมพู สำหรับเลือก “พรรคที่ชอบ” ให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

ปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง นอกจากความนิยม ความศรัทธาในตัวบุคคลที่ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีความรู้ความสามารถ เข้าถึง พึ่งได้ ความโดดเด่นของผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรค และรายชื่อของผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว นโยบายของพรรคการเมืองย่อมมีส่วนสำคัญ เนื่องจากเป็นสิ่งที่แสดงให้ทิศทางการบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การจัดสวัสดิการของรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน และเป็นกลยุทธ์สำคัญที่พรรคการเมืองใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อโน้มน้าวชักจูงให้ประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่ามกลางการแข่งขันอย่างเข้มข้นในการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองต่อประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองใช้นโยบายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นประชานิยมให้พรรคการเมืองนั้นได้รับกระแสความนิยมสูงสุด ซึ่งนโยบายประชานิยมเหล่านี้ ถ้าไม่มีการตรวจสอบและควบคุมให้ดีจะส่งผลกระทบต่อระบบการคลังของประเทศไทยในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงได้กำหนดให้มีกลไกในการตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองไว้ โดยประเด็นที่ตรวจสอบต้องครอบคลุมทั้งในมิติของความคุ้มค่า ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และเงินทุนที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายที่ต้องมีความชัดเจนและไม่ขัดต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐ

สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองไว้ โดยออกเป็นประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ. 2568 กำหนดให้พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายซึ่งต้องใช้จ่ายเงิน ต้องมีการจัดทำรายละเอียดอย่างน้อย 3 รายการ คือ

  1. 1) วงเงินที่ต้องใช้ และที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ
  2. 2) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย และ
  3. 3) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย

และรายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 วัน โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการโฆษณาขึ้น เพื่อให้การตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองเป็นไปอย่างรอบคอบรวดเร็ว และถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย

การตรวจสอบนโยบายของพรรคการเมืองในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ จะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างรอบด้าน ทำให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นและลดโอกาสที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการคลังของประเทศในอนาคต