“Silver Economy” เจาะตลาดผู้สูงวัย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเงิน

Script Writer
พิมพ์ธัญญา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-09
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ด้วยสถานการณ์โครงสร้างประชากรไทยในปี 2567 ที่เข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ โดยมีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของนโยบายด้านประชากรและการวางแผนครอบครัวที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง รวมทั้งความก้าวหน้าทางการแพทย์ สาธารณสุข และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) หรือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงประชากรเชิงโครงสร้างในรูปแบบผู้สูงอายุของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มการบริโภคของประเทศในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเพิ่มจำนวนของประชากรสูงอายุอย่างต่อเนื่อง ในอีกมุมหนึ่งได้นำมาซึ่งโอกาสและการเติบโตของเศรษฐกิจผู้สูงวัย หรือเรียกว่า “เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy)” ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการและความจำเป็นสำหรับผู้สูงวัยทั้งผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ โดยปัจจุบันเศรษฐกิจผู้สูงวัยทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 26.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 880-900 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 26.6 ของมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่มูลค่าตลาดผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัยของไทยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2573 มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.4 ต่อปี โดยมีมูลค่าสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ พบว่าพฤติกรรมการซื้อสินค้าและบริการของผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัยมีความน่าสนใจ และมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากกลุ่มผู้บริโภคอื่น ๆ โดยมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง เนื่องจากมีศักยภาพทางด้านการเงิน จึงมักจะซื้อสินค้าที่เน้นคุณภาพ มีชื่อเสียง เชื่อถือได้ และไม่คำนึงถึงปัจจัยด้านราคามากนัก โดยนิยมซื้อกลุ่มสินค้าที่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อุปกรณ์สำหรับออกกำลังกาย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนแบรนด์สินค้าที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและความยั่งยืน รวมทั้งมีความซื่อสัตย์ต่อแบรนด์ของสินค้า (Brand Loyalty) ที่ใช้เป็นอย่างมาก และมีแนวโน้มการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ค่อนข้างน้อย จึงนับเป็นโอกาสของภาคธุรกิจไทยที่มีความโดดเด่นในการรองรับตลาดสินค้าและบริการของผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัย ซึ่งกระจายอยู่ในธุรกิจหลายประเภท อาทิ

1. ธุรกิจสุขภาพ ความต้องการสินค้าและบริการทางสุขภาพเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก ๆ โดยเฉพาะแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ประกอบกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เช่น    

  • ธุรกิจเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech) ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น หมอดี (MorDee) ชีวี (Chiiwii)  ZeekDoc (ซีคด็อก) เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถปรึกษาและรักษาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือที่เรียกว่าการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • ธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุ (Caregiving) มีแพลตฟอร์มจัดหาผู้ดูแลในการทำกิจวัตรประจำวัน กรณีผู้สูงอายุไม่มีคนดูแล เช่น เฮลท์ แอท โฮม (Health at Home) ใส่ใจ (SAIJAI) แทนคุณ (Tankoon) จอย ไรด์ (JoyRide) หรือที่เรียกว่า “ลูกรับจ้าง หลานจำเป็น” ที่ให้บริการรับส่งและพาผู้สูงอายุไปโรงพยาบาล 
  • ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ได้รับความนิยมมากจากลูกค้าสูงอายุทั้งใน และต่างประเทศ เช่น Healthticket ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมแพ็กเกจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยสามารถจองสปา โปรแกรมตรวจสุขภาพ นัดแพทย์และโรงพยาบาล พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในปัจจุบันที่พักสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทยยังมีไม่เพียงพอ สะท้อนจากผู้รอคิวเข้าพักในโครงการบ้านพักผู้สูงอายุของรัฐที่มีจำนวนมาก จึงทำให้ธุรกิจที่พักผู้สูงอายุมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยพบลักษณะของที่พักส่วนใหญ่ ได้แก่

  • 1) Nursing Home เน้นตลาดกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการพักฟื้นหรือรับการดูแลระยะสั้น ราคาตั้งแต่ 10,000-30,000 บาทต่อเดือน
  • 2) บ้านหรือคอนโดมิเนียมที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อผู้สูงอายุที่ต้องการพักอาศัยระยะยาว ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป

3. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในสังคมผู้สูงอายุ ได้แก่ 

  • 1) อาหารที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ คือ อาหารที่เคี้ยวง่าย กลืนง่าย และย่อยง่าย และมีปริมาณโซเดียม น้ำตาล และไขมันต่ำ
  • 2) อาหารฟังก์ชัน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐานต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ  

4. ธุรกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ในอนาคตสินค้าและบริการที่ใช้เทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการบำบัดและดูแลรักษาอาการป่วยเฉพาะจะเป็นที่ต้องการในตลาดผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น เช่น แว่นตาเทคโนโลยีเสมือนจริง (Virtual Reality: VR) สายรัดข้อมือช่วยชีวิตและสติกเกอร์รหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งมีประโยชน์กรณีผู้สูงอายุเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเกิดการพลัดหลงจากญาติ และวีลแชร์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยสายตา สำหรับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยอัมพฤกษ์/อัมพาต 

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจไลฟ์สไตล์ เช่น รองเท้าผ้าใบ ที่นอนเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อชะลอวัย หรือเก้าอี้ที่มีเท้าแขนข้างเดียว เพื่อความสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ ตลอดจนธุรกิจทางการเงิน เช่น เงินฝากพิเศษ/สินเชื่อสำหรับผู้สูงอายุ ประกันสำหรับผู้สูงอายุ เป็นต้น