บทบาทของ กมธ.สันติภาพชายแดนใต้กับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

Script Writer
ฉัตรชัย ศรีเมืองกาญจนา, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-12
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 จึงได้เสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือที่เรียกกันว่า “กมธ.สันติภาพชายแดนใต้”  โดยสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ดังกล่าวเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2566 ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว เป็นระยะเวลา 690 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2566-31 สิงหาคม 2568) และได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ญัตติเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรยังมิได้มีการพิจารณาเนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

จากรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พบว่า ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์และความไม่เป็นธรรมในหลายด้านทั้งเศรษฐกิจ การศึกษาและสังคม ความขัดแย้งเป็นปัญหาการเมืองที่ต้องแก้ไขด้วยทางออกทางการเมือง โดยต้องยอมรับอัตลักษณ์ของชุมชนมลายูมุสลิมในพื้นที่ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใน 9 เรื่องสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

  1. 1) การแสดงเจตจำนงทางการเมืองและการกำหนดกลไกในการสร้างสันติภาพ อาทิ การจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพ การจัดตั้ง “ศูนย์บูรณาการการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้” และการตั้ง “คณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ” (Steering Committee)
  2. 2) การสร้างหลักประกันความปลอดภัยแก่ประชาชน อาทิ การเร่งพูดคุยเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อยุติเหตุรุนแรง การกำหนดแผนงานในการปรับเปลี่ยนการใช้กฎหมายจากกฎหมายความมั่นคงไปสู่กฎหมายปกติ
  3. 3) การฟื้นคืนความเชื่อมั่นในการอำนวยความยุติธรรม และการเยียวยา อาทิ การตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีตามหลักนิติธรรม การตั้งคณะกรรมการอิสระค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบความรู้สึกของสังคม (Fact-finding Commission) การจัดระบบการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และไม่เป็นเงื่อนไขใหม่ของความขัดแย้ง
  4. 4) การเคารพยอมรับอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ที่หลากหลายของทุกกลุ่มวัฒนธรรม อาทิ การสนับสนุนภาควิชาการร่วมกับภาคประชาชนในการจัดตั้ง “สถาบันอนุรักษ์มรดกทางภาษาและวัฒนธรรม” เพื่อเป็นพื้นที่กลางในการเรียนรู้และอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและภาษา
  5. 5) การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในพหุสังคม อาทิ การจัดการศึกษาที่ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรม (Inter-cultural Education: ICE) การเสริมสร้างฟื้นฟูความสัมพันธ์แนวราบโดยให้มีการพูดคุยที่ปลอดภัยระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
  6. 6) การแก้ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจ การกระจายอำนาจ และการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ตามหลักแห่งการปกครองตนเองภายใต้รัฐธรรมนูญ อาทิ การเร่งแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการกระจายอำนาจที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  7. 7) การพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา อาทิ การส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับศักยภาพของท้องถิ่นและความต้องการของประชาชน การจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงลักษณะพิเศษของประชาชนในพื้นที่ซึ่งต้องการหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะพิเศษ  
  8. 8) การแสวงหาทางออกทางการเมืองด้วยกระบวนการสันติภาพ อาทิ การตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเจรจาเพื่อสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เป็นพลเรือน การจัดโครงสร้างของกระบวนการสันติภาพใหม่ (Peace Infrastructure) รวมถึงการให้ผู้เห็นต่างจากรัฐทุกกลุ่มได้เข้าร่วมกระบวนการพูดคุย และการกำหนดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (Roadmap for Peace Process) ที่ระบุความสำคัญ เป้าหมาย ขั้นตอน และกลไกที่ชัดเจน
  9. 9) การติดตามตรวจสอบและสนับสนุนการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสภาผู้แทนราษฎร อาทิ สภาผู้แทนราษฎรควรทบทวนปรับปรุงกฎหมายหรือจัดทำกฎหมายใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับการสร้างสันติภาพภายใต้หลักนิติธรรม และควรจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการสามัญการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อทำหน้าที่กำกับติดตามและให้ข้อเสนอแนะต่อการสร้างสันติภาพในทุกมิติ

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการทางการทหารเพียงอย่างเดียว สภาผู้แทนราษฎรในฐานะสถาบันนิติบัญญัติและตัวแทนของปวงชนชาวไทย จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดนโยบายมาใช้เพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนโดยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการเฉพาะ และเป็นเวทีกลางให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานความมั่นคง ภาคประชาสังคม และประชาชนเข้ามาชี้แจงแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป