อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982

Script Writer
ยอดชาย วิถีพานิช, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (the United Nations Convention on the Law of the Sea) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “UNCLOS 1982” คือ อนุสัญญาระหว่างประเทศที่กำหนดหลักเกณฑ์สากลเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่ทางทะเล เพื่อให้เกิดผลผูกพันต่อภาคีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการจัดทำความตกลงทางทะเลอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา กลไกในอนุสัญญาฉบับนี้มีความสำคัญทั้งในการกำหนดสิทธิและข้อจำกัดของการใช้ประโยชน์จากทะเล ทั้งด้านความมั่นคง การพาณิชย์และการจัดการทรัพยากร ผลประโยชน์ของชาติของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นกรอบกฎหมายพื้นฐานที่ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักให้ทุกประเทศใช้บรรทัดฐานทางวิทยาศาสตร์และภูมิศาสตร์เดียวกันในการกำหนดอาณาเขตทางทะเล อีกทั้งยังได้บรรจุกลไกในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ หากเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ไม่สามารถตกลงกันได้ไว้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิในการสำรวจ การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและการทำประมง โดยไม่ละเมิดสิทธิของรัฐอื่น

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เป็นอนุสัญญาที่มาจากมติเห็นชอบและได้รับการรับรองจากผู้แทนของ 159 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลครั้งที่ 3 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 ประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2525 และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 คณะรัฐมนตรีของไทยได้เห็นชอบการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้และเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ต่อมาวันที่ 26 เมษายน 2554 รัฐสภาของไทยได้มีมติเห็นชอบในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ และประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 โดยมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554

อนุสัญญาฉบับนี้นอกจากจะรวบรวมเนื้อหาของอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเลฉบับเดิม คือ อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 ไว้ด้วยแล้ว ยังมีการปรับปรุงและเพิ่มหลักกฎหมายใหม่ ๆ หลายเรื่อง อาทิ ระบบกฎหมายของรัฐหมู่เกาะ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ สิทธิของรัฐไร้ฝั่งทะเล หรือที่เรียกว่า Land-locked States อนุสัญญาฉบับนี้ได้วางหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และเขตอำนาจของรัฐประเภทต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ทะเลของประเทศสมาชิกในน่านน้ำอาณาเขตต่าง ๆ ทั้งในทะเลหลวง และน่านน้ำอาณาเขตของประเทศสมาชิก ได้แก่ น่านน้ำภายใน ทะเลอาณาเขตเขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจเฉพาะ ทะเลหลวงและไหล่ทวีป

การที่ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 เกิดผลดีกับประเทศไทย คือ ทำให้ประเทศไทยสามารถปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างเต็มที่ในเวทีระหว่างประเทศ และเกิดการปรับปรุงกฎหมายภายในของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในอนุสัญญา เช่น การกำหนดเขตต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ การคุ้มครองและรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นต้น และเนื่องจากคนไทยมีแนวโน้มการใช้ทะเลในทุกมิติเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ตลอดจนความหลากหลายและความซับซ้อนของการใช้ประโยชน์ทางทะเล จึงเป็นความท้าทายทางนโยบายของประเทศไทยที่จะต้องมีการดำเนินการทั้งในและนอกน่านน้ำไทย ทั้งนี้ เพื่อให้กรอบนโยบายในการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางทะเลเกิดความเหมาะสม ทันต่อเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และสามารถรักษาผลประโยชน์ทางทะเลไว้ได้สูงสุดและยั่งยืน

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบันเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีข้อพิพาทในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าด้วยการอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันที่มีการลงนามในปี 2544 หรือ MOU 44 ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยได้แจ้งกับนาย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชารับทราบแล้วเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ในคราวร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยจะปรับไปใช้กลไกตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล ค.ศ. 1982 ทดแทน การตัดสินใจดังกล่าวจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจะใช้การเจรจาแบบทวิภาคีเป็นขั้นตอนแรกเพื่อหาข้อยุติร่วมกันก่อนใช้กลไกศาล แต่หากเจรจาเบื้องต้นไม่สำเร็จก็อาจใช้แนวทางระงับข้อพิพาทตามอนุสัญญาฉบับนี้ คือ ใช้องค์กรระงับข้อพิพาท 3 องค์กร ได้แก่ อนุญาโตตุลาการ ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก โดยทั้ง 2 ประเทศคาดหวังว่า จะสามารถบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรมและยั่งยืน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมีเสถียรภาพต่อไป