รายงานการเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศสำหรับหน่วยบริการวิจัยของรัฐสภา ครั้งที่ 14 ประจำปี 2568

 

สำหรับคณะผู้แทนจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมการสัมนาระหว่างประเทศครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย/เชิงปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

1. ประโยชน์ที่ได้จากการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ

1) ได้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานบริการวิจัยและวิชาการรัฐสภาของประเทศต่าง ๆ ทำให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน อันจะนำไปสู่ความร่วมร่วมมือในกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

2) มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมุมมองเกี่ยวกับระบบงานรัฐสภาและหน่วยงานสนับสนุนด้านวิจัยและบริการวิชาการ เพื่อศึกษาข้อดี-ข้อด้อย ปัญหาและอุปสรรคของรัฐสภาแต่ละประเทศ และแนวทางแก้ไขปัญหาของแต่ละประเทศ สำหรับเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบงานนิติบัญญัติและการสนับสบสนการดำเนินงานตามภารกิจแก่สมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะการให้บริการงานวิจัยและงานวิชาการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3) บุคลากรที่เข้าร่วมสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ ได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ตลอดจนการนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมระหว่างประเทศและทำให้ได้ประสบการณ์ในการทำงานที่เป็นประโยชน์ ซึ่งสามารถนำมาถ่ายทอดประสบการณ์ดังกล่าวให้แก่เพื่อนข้าราชการด้วยกันต่อไป

4) ได้เรียนรู้รูปแบบการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศจากผู้แทนของรัฐสภาประเทศต่าง ๆ และจากประสบการณ์การศึกษาดูงานที่รัฐสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี

5) ได้นำข้อมูลจากการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศไปศึกษาและวิเคราะห์เพื่อจัดทำเป็นเอกสารวิชาการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis)

2. ข้อเสนอแนะ

1) บุคลากรของสำนักวิชาการ และสำนักอื่น ๆ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ควรได้รับการพัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษาอังกฤษอยู่เสมอทั้ง 4 ทักษะ คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนโดยเน้นภาษาอังกฤษแบทางการ หรือในเชิงวิชาการ เพื่อเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมการประชุมเชิงวิชาการระหว่างประเทศในโอกาสต่อไป ทั้งนี้ ควรให้มีการจัดโครงการฝึกอบรมภาษาอังกฤษเชิงวิชาการ (Academic English) สำหรับวิทยากรและนิติกรที่ปฏิบัติงานทางด้านวิจัยและบริการวิชาการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการประชุมหรือการสัมมนาทางวิชาการระหว่างประเทศยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยและการวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล หรือกฎหมายของต่างประเทศอันจะทำให้งานวิชาการมีคุณภาพ และมีมุมมองที่เป็นสากลมากยิ่งขึ้น

2) ควรจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างทักษะในเชิงพิธีการทูตให้แก่บุคลากรสายวิชาการหรือสายงานอื่นที่จะต้องเดินทางไปศึกษาดูงาน สัมมนา หรือเข้าร่วมการประชุมทางวิชาการะหว่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมารยาทในการสื่อสาร มารยาทการรับประทานอาหารแบบตะวันตก การปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ

3) กรณีที่ต้องเข้าร่วมการประชุมหรือการสัมนาเชิงวิชาการระหว่างประเทศร่วมกันระหว่างบุคลากรจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและบุคลากรจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ควรจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนการเดินทางร่วมกันระหว่างบุคลากรทั้งสองหน่วยงาน โดยต้องร่วมกันจัดทำและบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ เพื่อใช้ในการบรรยาย หรือใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการสัมมนาในโอกาสต่าง ๆ

4) ควรมีโครงการพัฒนาการปฏิบัติงานของข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับหน่วยงานที่มีภารกิจคล้ายคลึงกันของรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี เช่น สำนักวิชาการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกับสำนักงานบริการงานวิจัยแห่งรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลี (National Assembly Research Service: NARS) โดยการส่งบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมฝึกอบรม แลกเปลี่ยนการปฏิบัติงานที่รัฐสภาแห่งสาธารณรัฐเกาหลีเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ หรือการเข้าร่วมหารือการทำงานเชิงวิชาการร่วมกันโดยผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Program) เพื่อสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนาการปฏิบัติงาน ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับองค์กรต่อไป

5) สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรควรกำหนดให้มีคู่มือ หรือมาตรฐาน หรือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับบุคลากรที่เป็นผู้แทนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไปเข้าร่วมการประชุมหรือสัมมนาระหว่างประเทศในกรณีที่การประชุม/สัมมนาครั้งนั้น ๆ ได้หารือถึงการจัดทำบันทึกความตกลง (MOU)) ต่าง ๆ ร่วมกันขึ้นในระหว่างการประชุม/สัมนา ซึ่งคู่มือที่จัดทำขึ้นจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับผู้แทนหน่วยงานที่จะดำเนินการและปฏิบัติในเบื้องต้น

6) ควรนำประเด็นที่เป็นหัวข้อของการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศมาศึกษาเพื่อขยายผลและต่อยอดให้เป็นหัวข้อวิจัยของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสำหรับให้ทุนสนับสนับสนุนการวิจัยเนื่องจากประเด็นหัวข้อสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ สำหรับหน่วยบริการวิจัยแห่งรัฐสภาในแต่ละปีมีความน่าสนใจ หากสามารถพัฒนาให้เป็นหัวข้อวิจัยได้จะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติได้มากขึ้น

7) ควรมีการนำข้อมูลมาผลิตเป็นผลงานวิชาการของสำนักวิชาการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดจากการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศ เช่น การจัดทำบทความวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) การสร้างคลังข้อมูลวิชาการดิจิทัล (Academic Knowledge Repository) โดยเก็บข้อมูลรวบรวมเอกสารประกอบการสัมมนา รายงานการเดินทาง และช่องทางการติดต่อเครือข่ายเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ (Networking Directory) ไว้ในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักวิชาการ การผลิต "Infographic Series" หรือ "Fact Sheets" โดยสรปบทเรียนสำคัญ (Key Takeaways) จากการเข้าร่าร่วมสัมนาวิชาการระหว่างประเทศให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย หรือการต่อยอดสู่หัวข้อวิจัยเชิงลึก (Future Research Agenda)

รายงานการเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการระหว่างประเทศสำหรับหน่วยบริการวิจัยของรัฐสภา ครั้งที่ 14 (THE NATIONAL ASSEMBLY RESEARCH SERVICE: NARS) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

หัวข้อเรื่อง “บทบาทของรัฐสภาในการลดความเหลื่อมล้ำ” (The Role of Parliaments in Reducing Inequality) และ “บทบาทด้านนิติบัญญัติและการเมืองที่ต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” (Legislative and Policy Trends Responding to the Climate Crisis)

ระหว่างวันที่ 19-22 ตุลาคม 2568 ณ สำนักงานบริการงานวิจัยแห่งรัฐสภา (The National Assembly Research Service: NARS) กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

Participants

ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์ วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา 

สิริพิชญ์ชนก คุณประเสริฐ นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3

Event Date
2025-10-19 ถึง 2025-10-22
Year
2025
Source of Knowledge
From a Training, Meeting or Seminar
Author
ปรียวรรณ สุวรรณสูนย์, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา
สิริพิชญ์ชนก คุณประเสริฐ, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3