รู้จัก MOU 2543 กับการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

Script Writer
ยอดชาย วิถีพานิช, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-11
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

MOU 2543 หรือ “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” เป็นบันทึกข้อตกลงที่ไทยกับกัมพูชาลงนามกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 โดยตัวแทนฝ่ายไทย คือ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น และตัวแทนฝ่ายกัมพูชา คือ นายวาร์ กิมฮง ในฐานะที่ปรึกษารัฐบาล ผู้รับผิดชอบกิจการชายแดน MOU 2543 มีขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ฝ่ายที่มีมาอย่างยาวนาน ในประเด็นเรื่องความไม่ชัดเจนของเขตแดนเดิมที่เคยตกลงกันไว้ตั้งแต่สนธิสัญญากำหนดเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส จนทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของ และกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร การเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนระหว่างกันในช่วงแรกไม่มีความคืบหน้าใด ๆ มากนัก เนื่องจากปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จนกระทั่งเมื่อปี 2537 ภายหลังจากที่กัมพูชาสามารถจัดการปัญหาการเมืองภายในและจัดตั้งรัฐบาลได้ รัฐบาลไทยและกัมพูชาจึงเริ่มต้นเจรจาปัญหาเขตแดนอีกครั้ง โดยเหตุผลหลักที่ไทยต้องการเจรจาปัญหาเขตแดนกับกัมพูชาก็คือ ปัญหาเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชาถูกละทิ้งเป็นเวลานาน และการที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาในปี 2505 จนนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการเขตแดนร่วม เพื่อใช้เป็นกลไกในการเจรจา การหารือทางเทคนิคและข้อกฎหมายเกี่ยวกับเขตแดนระหว่างประเทศในปี 2540 และการจัดทำ MOU 2543 ร่วมกันในเวลาต่อมา

MOU 2543 ไม่ได้เป็นการกำหนดเขตแดน แต่เป็น MOU ที่ 2 ฝ่ายตกลงกันเกี่ยวกับขั้นตอนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน โดยมีทั้งหมด 9 ข้อ มีสาระสำคัญ คือ ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม โดยมีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการของแต่ละฝ่ายเป็นประธานร่วมกัน ประชุมร่วมกันปีละ 1 ครั้ง เพื่อรับผิดชอบให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปตามเอกสารที่กำหนดใน MOU พิจารณาและรับรองแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วม รวมทั้งกำหนดความเร่งด่วนของพื้นที่ที่จะทำการสำรวจ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม เพื่อพิสูจน์ทราบตำแหน่งของหลักเขตทั้ง 73 หลักที่มีอยู่แต่เดิม และจัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดนทางบกที่ได้ทำการสำรวจและจัดทำหลักเขตเรียบร้อยแล้ว MOU 2543 ฉบับนี้ กำหนดให้ใช้เอกสารทางประวัติศาสตร์สำหรับอ้างอิงในการเจรจา การสำรวจ และจัดทำหลักเขตแดนเอาไว้หลายฉบับด้วยกันประกอบไปด้วยอนุสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับปี 2447 สนธิสัญญาระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส ฉบับปี 2450 และแผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าวข้างต้นและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือ แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 

แม้จะมีการทำ MOU 2543 ร่วมกันแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับเส้นเขตแดนอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเกิดการปะทะกันของกำลังทหารทั้ง 2 ฝ่าย และเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 2543 ในเรื่องนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 2543 ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอต่อที่ประชุม จำนวน 5 ฉบับ เพื่อให้มีการศึกษา MOU 2543 อย่างรอบด้านมากขึ้น โดยมีผู้เสนอญัตติ ได้แก่ นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายกัณวีร์ สืบแสง และนายนพดล ปัทมะ 

ทั้งนี้ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาขึ้น เพื่อทำการพิจารณาศึกษาญัตติดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลา 90 วัน และนำผลการศึกษามาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรต่อไป จะเห็นได้ว่ากรณีความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ สภาผู้แทนราษฎรได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับ MOU 2543 เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระบวนการปักปันเขตแดนจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ MOU 2543 ยังคงเป็นกรอบความร่วมมือที่สำคัญและเป็นพื้นฐานในการเจรจาเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา การดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนทางบกให้ชัดเจนและถูกต้องตามเอกสารทางประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังจะช่วยสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดขึ้นในระยะยาวได้อีกด้วย