อุตสาหกรรมรังนกแอ่นกินรัง จากสัมปทานถ้ำสู่การจัดการสมัยใหม่

Script Writer
อนุชา ดีสวัสดิ์, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-09
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

นกแอ่นกินรัง เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำจำพวกนก ลำดับที่ 857 ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดเลี้ยงหรือครอบครอง แต่อนุญาตให้สามารถเก็บรังได้ โดยขออนุญาตจากกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นกแอ่นกินรังถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากผลผลิตที่เป็นรังนกแอ่นได้รับการยอมรับในฐานะอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายและมีส่วนช่วยชะลอวัย ทำให้มีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค รังนกแอ่นจึงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดรังนกแอ่นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ธุรกิจการเลี้ยงนกแอ่นกินรังในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว

จากการประเมินของสมาคมผู้ประกอบการรังนกแอ่น พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีอาคารรังนกแอ่นมากกว่า 17,800 หลัง กระจายอยู่ในพื้นที่ 72 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถผลิตรังนกดิบต่อปีมากกว่า 200 ตัน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเบื้องต้นกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี และมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มหากนำไปผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น การทำความสะอาดเพื่อจำหน่ายเป็นรังนกแห้ง การสกัดสารสำคัญ เช่น กรดไซอะลิค (Sialic Acid) เพื่อใช้ในการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและส่งเสริมให้เกิดเศรษฐกิจแบบองค์รวม (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

แม้ว่านกแอ่นกินรังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่การประกอบกิจการบ้านนกแอ่นกินรังไม่เข้าข่ายการครอบครองสัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 17 กำหนดห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่า เนื่องจากผู้ประกอบกิจการไม่ได้จับหรือกักขัง แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้นกเข้ามาอยู่อาศัยเองและยังคงบินเข้าออกได้อย่างอิสระตามธรรมชาติ แต่การเก็บและครอบครองรังนกยังขาดความชัดเจนตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จึงมีการออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์ป่าคุ้มครองที่อนุญาตให้เก็บทำอันตราย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งรังได้ พ.ศ. 2567 และระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชว่าด้วยการขอรับใบอนุญาตและการออกใบอนุญาตให้เก็บ ทำอันตราย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งรังของสัตว์ป่าคุ้มครองที่มิใช่สัตว์น้ำ พ.ศ. 2567 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 กฎหมายลำดับรองทั้ง 2 ฉบับนี้ ได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตเพื่อเก็บและครอบครองรังนกจากบ้านนกแอ่นกินรังได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายส่งผลให้เปลี่ยนสถานะจากการประกอบกิจการที่ยังไม่ได้รับการรับรองตามกฎหมายมาสู่การเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีศักยภาพในการส่งออก

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของกิจการบ้านนกแอ่นกินรังได้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่ 

  1. 1) ปัญหามลพิษทางเสียงที่เกิดจากการใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อดึงดูดนก
  2. 2) ปัญหากลิ่นเหม็นและสุขอนามัยจากมูลนกที่สะสม
  3. 3) ปัญหาความเสี่ยงด้านพาหะนำโรคหรือไรนก และ
  4. 4) ปัญหาความชื้นของผนังอาคารที่ส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านที่ใช้ผนังอาคารร่วมกัน

ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่บริเวณใกล้เคียง ที่ผ่านมาการกำกับดูแลปัญหาดังกล่าวได้บังคับใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งบทบัญญัติของพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อกำกับดูแลกิจการรังนกแอ่นเป็นการเฉพาะ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพและการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างล่าช้า

จากสภาพปัญหาดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติ เรื่อง เกี่ยวกับขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา กฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น จำนวน 5 ฉบับ และเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567 และมีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา ปรับปรุง แก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการดำเนินกิจการรังนกแอ่น ซึ่งได้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรม โดยมีแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกิจการรังนกแอ่นที่น่าสนใจ คือ การผลักดันเชิงนโยบายจากภาครัฐให้มีการจัดทำกฎหมายและระเบียบที่ชัดเจนเพื่อเอื้อต่อการประกอบกิจการที่ถูกต้องและลดขั้นตอนการขออนุญาตควบคู่กับการกำหนดขอบเขตพื้นที่การเลี้ยง (Zoning) ที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและป้องกันความขัดแย้งกับชุมชน พร้อมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการใช้บังคับกฎหมายเพื่อควบคุมการลักลอบเก็บรังนกในพื้นที่อนุรักษ์

สำหรับผู้ประกอบการควรมีการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานผ่านการควบคุมคุณภาพอากาศและน้ำภายในโรงเรือน และการจัดทำระบบจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้จะเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวทางด้านการตลาดและการส่งออก โดยภาครัฐควรสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และผลักดันให้สินค้าได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐานสากล อันจะนำไปสู่การขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีนและฮ่องกง ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการทั้งหมดบรรลุผลภาครัฐควรมีบทบาทในการสนับสนุนผู้ประกอบกิจการรายย่อยผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงที่ยั่งยืน และจัดอบรมให้ความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการต่อไป