ประกันสังคม กรณีเงินบำนาญชราภาพ

Script Writer
นรากร นันทไตรภพ, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2568-06
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

แรงงานถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงได้สร้างหลักประกันในการดำรงชีวิตและสิทธิประโยชน์ให้กับแรงงานผู้ประกันตนผ่านระบบประกันสังคม โดยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แบ่งผู้ประกันตนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. 1) ผู้ประกันตนภาคบังคับมาตรา 33 เป็นลูกจ้าง มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ได้รับค่าจ้างจากการทำงานในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
  2. 2) ผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 39 เป็นบุคคลที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และลาออกจากงานไม่เกิน 6 เดือน แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมต่อไป และ
  3. 3) ผู้ประกันตนมาตรา 40 ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือประกอบอาชีพอิสระ ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือผู้ประกันตนมาตรา 39 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

โดยผู้ประกันตนแต่ละประเภทจะได้รับความคุ้มครองแตกต่างกันตามสิทธิประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม กล่าวคือ ผู้ประกันตนภาคบังคับมาตรา 33 ได้รับสิทธิประโยชน์ 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ในขณะที่ผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 39 ได้รับสิทธิประโยชน์ 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือประกอบอาชีพอิสระ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด 5 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร และชราภาพ โดยการได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนเลือกจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคม 

สำหรับกรณีสิทธิประโยชน์เมื่อชราภาพ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ได้แก่ 

1) ผู้ประกันตนภาคบังคับมาตรา 33 ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน หรือ 15 ปีขึ้นไป จะได้รับเป็นบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง คิดจากฐานเงินเดือนตามฐานที่มีการนำส่งเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน จะได้รับการปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพ จากอัตราร้อยละ 20 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และ

2) ผู้ประกันตนภาคสมัครใจมาตรา 39 จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ในอัตราร้อยละ 20 ของฐานค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยคิดจากฐานเงินเดือนตามฐานที่มีการนำส่งเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 4,800 บาท ซึ่งใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพเช่นเดียวกับผู้ประกันตนมาตรา 33 แต่ใช้ฐานเงินเดือนที่แตกต่างกันมาคิดคำนวณ ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือประกอบอาชีพอิสระ จะไม่มีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพ แต่จะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เฉพาะกรณีผู้ประกันตนที่เลือกจ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน และผู้ประกันตนที่เลือกจ่ายเงินสมทบ 300 บาทต่อเดือน 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม มีมติเห็นชอบในหลักการการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาเรื่องการปรับสูตรการคำนวณ โดยใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบ CARE (Career-Average Revalued Earnings) หรือ “เฉลี่ยตลอดการทำงาน ปรับเป็นค่าเงินปัจจุบัน” ซึ่งสำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจและคณะกรรมการประกันสังคม ภายในเดือนมิถุนายน 2568 ทั้งนี้ สูตรบำนาญชราภาพแบบ CARE ผู้ประกันตนมาตรา 33 และผู้ประกันตนมาตรา 39 คิดฐานคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ยที่ส่งจริง ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่คิดฐานคำนวณจากค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพดังกล่าว จะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตน เน้นหลัก “ส่งมากได้มาก ส่งน้อยได้ตามสัดส่วนจริง” อย่างไรก็ตาม การปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพแบบ CARE ยังมีข้อจำกัดด้านระบบฐานข้อมูลที่แม่นยำเพื่อติดตามรายได้ที่แท้จริงทั้งหมดของผู้ประกันตน และผู้ประกันตนที่มีฐานเงินเดือนสูงในช่วงใกล้วัยเกษียณอาจได้บำนาญน้อยกว่าแบบเดิม

ดังนั้น เงินบำนาญชราภาพ ซึ่งเป็นเงินที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้ผู้ประกันตนเป็นรายเดือนตลอดชีวิตตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิของผู้ประกันตน จึงจำเป็นที่สำนักงานประกันสังคมควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ตลอดจนคำนึงถึงความยั่งยืนของกองทุนประกันสังคม และติดตามสถานการณ์ของกองทุนประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมมีเสถียรภาพ และผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญชราภาพที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ