การพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพ

Script Writer
สุเมฆ จีรชัยสิริ, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-01
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสั่งสมประสบการณ์ของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยครอบคลุมกระบวนการตรวจวินิจฉัย การบำบัดรักษา การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ ตลอดจนการดูแลสุขภาพ อาทิ การผดุงครรภ์ การนวดไทย การใช้สมุนไพร และการปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มระบบสุขภาพสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลเชิงป้องกันและการแพทย์แบบองค์รวมมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกยังมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในด้านของการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาที่มีต้นทุนสูงในระบบการแพทย์แผนปัจจุบันด้วยการใช้สมุนไพร การนวด การปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิต การทำสมาธิ หรือโยคะ ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถนำมาใช้ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ทั้งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่การเข้าถึงบริการสาธารณสุขมีข้อจำกัด เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนและเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพโดยรวม

การแพทย์แผนไทยไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์ทางการแพทย์เท่านั้น หากแต่ยังมีความสำคัญในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาติที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชาติ การพัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวอย่างเป็นระบบจะช่วยป้องกันการสูญหายหรือการคุ้มครองการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันและได้รับการยอมรับในระดับสากล ถือเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่มีศักยภาพสูง สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และบริการสปา โดยหากมีการพัฒนาเชิงนโยบายที่ชัดเจน ทั้งด้านมาตรฐาน การวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการตลาดจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน ภาคเอกชน และรัฐ พร้อมทั้งเพิ่มมูลค่าให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอยู่ภายใต้การกำกับดูแลหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ทำให้ประสบปัญหาการบูรณาการอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกันในหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติ อีกทั้งงานวิจัยและการพัฒนายาสมุนไพรไทยยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างภาควิชาการ ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม ทำให้ผลการวิจัยจำนวนมากไม่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์หรือขยายผลไปสู่ระบบบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมและไม่สามารถยกระดับสู่การพัฒนาแบบครบวงจร ทั้งในด้านคุณภาพบริการ ความเชื่อมั่นของประชาชน และการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

ดังนั้น นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 จึงได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแบบครบวงจร เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกให้มีคุณภาพที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มมูลค่าในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่ระบบบริการสุขภาพของคนไทยและนำไปสู่สากล โดยญัตติดังกล่าวบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 และอยู่ในวาระเรื่องที่ค้างพิจารณา ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ทำให้ญัตติดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26

กล่าวได้ว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทั้งในด้านการดูแลสุขภาพ การบำบัดรักษา และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน ควบคู่กับบทบาทในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของชาติ รวมถึงการเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสุขภาพและการยอมรับในระดับสากล แม้ว่าการพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกในปัจจุบันยังประสบปัญหาขาดการบูรณาการอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านโครงสร้างการบริหาร มาตรฐานวิชาชีพ และการเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เพื่อยกระดับการแพทย์แผนไทยไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาประเทศ แต่หากในอนาคตสามารถขับเคลื่อนและพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกด้วยกลไกทางนโยบายที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระหว่างภาควิชาการ ภาคบริการ และภาคอุตสาหกรรม จะส่งผลให้องค์ความรู้ด้านสุขภาพที่เป็นภูมิปัญญาของชาติได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป