การุณยฆาต

Script Writer
ศรันยา สีมา, นิติกรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2025-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

การุณยฆาต (Euthanasia) หมายถึง การกระทำโดยเจตนาเพื่อยุติชีวิตตามความประสงค์ของผู้ป่วยระยะท้าย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาหรือหลีกเลี่ยงความทรมานของผู้ป่วย

การรับรองให้การุณยฆาตเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้าน กล่าวคือ แม้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะทำให้องค์ความรู้ทางการแพทย์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกิดการผลิตยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่รุนแรงให้หายหรือทุเลาลงได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะได้รับการรักษาให้หายขาดได้ทุกกรณี บางรายได้รับความทุกข์ทรมานเป็นเวลานานก่อนที่เสียชีวิต ผู้ป่วยจึงควรมีสิทธิที่จะกำหนดการตายของตนเองได้ ถือเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่า การุณยฆาตเป็นการเร่งให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายเร็วขึ้น ไม่ใช่การถึงแก่ความตายตามธรรมชาติ จึงเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์ ถือเป็นบาปตามหลักศาสนา อีกทั้งยังเป็นการละเมิดหลักจริยธรรมของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย    

การุณยฆาตแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง คือ หากแบ่งตามลักษณะการกระทำของผู้กระทำการุณยฆาต จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. 1) การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) คือ การให้ยาหรือสารเคมีเพื่อเร่งให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้นโดยความสมัครใจของผู้ป่วย และ
  2. 2) การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) คือ การปล่อยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยไม่ให้การรักษาโดยความสมัครใจของผู้ป่วย 

แต่หากแบ่งตามลักษณะของความยินยอมของผู้ป่วยแล้ว จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. 1) การุณยฆาตแบบสมัครใจ (Voluntary euthanasia) คือ การที่ผู้ป่วยร้องขอให้ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบเพื่อให้พ้นจากความทรมาน และ
  2. 2) การุณยฆาตแบบไม่สมัครใจ (Involuntary euthanasia) คือ การทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบเพื่อให้พ้นจากความทรมานโดยที่ผู้ป่วยไม่ได้ร้องขอหรืออยู่ในภาวะที่ไม่รู้สึกตัวและไม่อาจร้องขอได้

การุณยฆาตได้รับการยอมรับให้เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายในหลายประเทศภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายที่แตกต่างกัน บางประเทศยอมรับเฉพาะการุณยฆาตเชิงรุก เช่น เนเธอร์แลนด์ ในขณะที่บางประเทศยอมรับทั้งการุณยฆาตเชิงรุกและการุณยฆาตเชิงรับ เช่น เบลเยี่ยม สวิสเซอร์แลนด์ สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่ยอมรับให้การุณยฆาตเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย การุณยฆาตจึงถือเป็นการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาซึ่งมีโทษถึงประหารชีวิต 

แม้ประเทศไทยจะยังไม่ยอมรับการทำการุณยฆาตก็ตาม แต่ก็ได้ให้การรับรองสิทธิที่จะปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตไว้ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ซึ่งกำหนดให้ผู้ป่วยสามารถแสดงเจตนาที่จะยุติชีวิตของตนเองไว้ล่วงหน้าได้ โดยการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตนหรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย หรือพินัยกรรมชีวิต (Living Will) ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้ทำพินัยกรรมชีวิตไว้ถูกต้องตามเงื่อนไขของกฎหมายและเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต คือ มีภาวะบาดเจ็บหรือเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาได้ และผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้รับผิดชอบการรักษาได้วินิจฉัยจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่า ภาวะนั้นจะนำไปสู่ความตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้จะถึง หรือมีภาวะที่มีการสูญเสียหน้าที่อย่างถาวรของเปลือกสมองใหญ่ที่ทำให้ขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร โดยปราศจากพฤติกรรมการตอบสนองใด ๆ ที่แสดงถึงการรับรู้ได้ จะมีเพียงปฏิกิริยาสนองตอบอัตโนมัติเท่านั้นแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล จะต้องยุติการรักษาตามเจตนาของผู้ป่วย แต่อาจให้การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative care) ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อยืดการตายต่อไปได้ โดยไม่ให้ถือว่าการยุติการรักษาดังกล่าวเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวงด้วย การปฏิเสธการรักษาในวาระสุดท้ายของชีวิตนี้ จึงไม่ใช่การให้สิทธิแก่ผู้ป่วยที่จะเร่งการตายของตนให้เร็วขึ้นได้ แต่เป็นเพียงการแสดงเจตนาว่าตนเองมีความประสงค์จะเสียชีวิตตามธรรมชาติเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้วเท่านั้น

การุณยฆาตเป็นการกระทำที่กระทบต่อชีวิตของบุคคล ศีลธรรม และวัฒนธรรมของสังคม รวมทั้งจริยธรรมของบุคลากรทางการแพทย์ จึงเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การนำการุณยฆาตมาใช้ในประเทศไทย จึงต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในทุกด้านและรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้กฎหมายที่จะตราขึ้นใช้บังคับมีมาตรการที่เหมาะสม รัดกุม ไม่เปิดโอกาสให้การุณยฆาตถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วย ญาติของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน