ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและเป็นตลาดส่งออกสินค้าทุเรียนอันดับหนึ่งของโลก โดยเฉพาะการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยใน พ.ศ. 2567 มีปริมาณการส่งออกทุเรียนสด จำนวน 859,183 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,755.70 ล้านเหรียญสหรัฐ และข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตร เดือนมกราคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 มีปริมาณการส่งออกทุเรียนสดไปสาธารณรัฐประชาชนจีนลดลง ร้อยละ 3 เมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2567 การลดลงดังกล่าวมีสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ
ส่งผลให้ขั้นตอนการส่งออกต้องใช้เวลามากขึ้น และผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้น นอกจากนี้ ทุเรียนในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการ เกษตรกรจึงเร่งตัดทุเรียนก่อนถึงอายุเก็บเกี่ยว ทำให้ทุเรียนอ่อนและพบสารย้อมสี (Basic Yellow 2: BY2) ในทุเรียน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนส่งกลับทุเรียนจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท
จากสภาพปัญหาดังกล่าว นายสรรเพชญ บุญญามณี นายพงศธร ศรเพชรนรินทร์ และนายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงได้เสนอญัตติเกี่ยวกับการพิจารณาศึกษาการส่งเสริม พัฒนา แก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบ และยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียน จำนวน 3 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และสภาผู้แทนราษฎรมีมติส่งให้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาศึกษา ต่อมาคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วได้จัดทำรายงาน เรื่อง “การส่งเสริมและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนไทยอย่างยั่งยืน” โดยมีประเด็นปัญหาสำคัญ คือ การปนเปื้อนสารเคมีในทุเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการระยะเร่งด่วนที่คณะกรรมาธิการพิจารณา และได้นำไปสู่ข้อเสนอแนะและมาตรการต่าง ๆ โดยมีแนวทางแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในทุเรียน คือ
จากปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในทุเรียนดังกล่าว ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ พร้อมด้วยทีมวิจัยจึงได้นำนวัตกรรมต้นแบบ “N-sense” ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับวิเคราะห์สารย้อมสี (BY2) ในทุเรียนแบบพกพา โดยมีจุดเด่น คือ การใช้งานสะดวก สามารถนำไปใช้ได้ทุกที่ ลดระยะเวลาในการตรวจจากเดิมที่ใช้วิธีการตรวจวัดแบบมาตรฐานที่ทางเกษตรกรหรือโรงคัดบรรจุใช้อยู่ และต้องส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งใช้ระยะเวลาถึง 48 ชั่วโมง ถ้าตรวจด้วยชุดเครื่องตรวจ “N-sense” จะใช้ระยะเวลาเพียง 20 นาที ทำให้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลงถึง 10 เท่า สามารถรายงานค่าความเข้มข้นต่ำสุดได้ถึง 0.56 ส่วนต่อพันล้านส่วน (ppb) อย่างแม่นยำ ซึ่งมีมาตรฐานกว่าการส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่กำหนดให้มีค่าความเข้มข้นสารย้อมสี (BY2) ไม่เกิน 2.0 ส่วนต่อพันล้านส่วน (ppb) ทั้งนี้ นวัตกรรมชุดเครื่องมือ “N-sense” ไม่ได้เป็นวิธีสำหรับการทดแทนการตรวจแบบมาตรฐานจากห้องปฏิบัติการกลาง แต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองในการตรวจสอบอย่างรวดเร็วเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและระยะเวลาให้กับเกษตรกร รวมถึงผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน ซึ่งเป็นการต่อยอดโดยใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศไทย
ชุดเครื่องมือ “N-sense” อุปกรณ์วิเคราะห์สารย้อมสี (BY2) แบบพกพา ถือเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยในการตรวจสอบคุณภาพทุเรียน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ส่งออกและผู้บริโภค โดยคัดกรองอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายและลดเวลาให้กับเกษตรกรในการคัดกรองผลผลิตเบื้องต้น ดังนั้น “N-sense” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารเคมีในทุเรียนในปัจจุบัน รวมถึงยกระดับคุณภาพและช่วยสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับทุเรียนของประเทศไทยในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะต้องมุ่งเน้นรักษาคุณภาพของทุเรียนให้ได้มาตรฐานและปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ตลอดจนควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอนตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การคัดบรรจุ และการขนส่งจะช่วยให้ทุเรียนของประเทศไทยมีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐควรร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติในการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเป็นต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมถึงขยายงานวิจัยเพื่อตรวจสารปนเปื้อนในผลผลิตและอาหารอื่น ๆ ต่อไป
Copyright © 2022 National Assembly Library of Thailand
The Secretariat of the House of Representatives
1111 Samsen Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit, Bangkok 10300, THAILAND
Tel: +66(0) 2242 5900 ex 5714, 5715, 5721-22 Fax: +66(0) 2242 5990
E-mail: library@parliament.go.th