การร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

Script Writer
แดนชัย ไชวิเศษ, นิติกรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-04
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

เมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ หรือที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วแต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา ให้เป็นอันตกไป อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปอาจร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาบรรดาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ต่อไปได้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการตรากฎหมายและเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 147 กำหนดหลักเกณฑ์ในการที่คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างการพิจารณาต่อไปภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปไว้ ดังนี้

  1. 1) ต้องเป็นกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร
  2. 2) ร่างกฎหมายที่จะร้องขอให้พิจารณาต่อไปต้องเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ แต่ไม่รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย หรือเมื่อพ้น 90 วันแล้วมิได้พระราชทานคืนมา
  3. 3) คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ต้องร้องขอต่อรัฐสภาภายใน 60 วันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป
  4. 4) ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปได้

เมื่อพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ใช้บังคับ มีผลให้สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และมีผลให้ร่างกฎหมายต่าง ๆ เป็นอันตกไปด้วย ต่อมาได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และได้มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2569 ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป มีความประสงค์จะให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา พิจารณาร่างกฎหมายฉบับใดที่ค้างการพิจารณาอยู่ก่อนมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ต้องร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป และจะครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

เมื่อคณะรัฐมนตรีร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องด่วน เมื่อรัฐสภามีมติเห็นชอบแล้วให้ดำเนินการต่อไปนี้

  • ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา ให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป โดยการนับระยะเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ
  • ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป โดยร่างพระราชบัญญัตินั้นค้างอยู่ในวาระใด ให้พิจารณาต่อไปในวาระนั้น ในกรณีที่ค้างอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการร่วมกัน ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นใหม่
  • ร่างพระราชบัญญัติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป โดยร่างพระราชบัญญัติค้างอยู่ในวาระใดให้พิจารณาต่อไปในวาระนั้น ทั้งนี้ การนับระยะเวลาการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในวุฒิสภาให้เริ่มนับระยะเวลาใหม่ตั้งแต่วันที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ

ดังนั้นการที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ก่อนยุบสภาผู้แทนราษฎรต่อไป จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ลดการสูญเสียทรัพยากรและงบประมาณในการเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้กาพิจารณาร่างกฎหมายที่เป็นนโยบายหรือที่มีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของประเทศชาติและประชาชนสามารถกระทำได้รวดเร็วมากขึ้น