“บัตรเขย่ง”

Script Writer
นฐมลย์ พงษ์รอจน์, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-05
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

หลังจากที่ประเทศไทยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในการนับคะแนนซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ถูกใช้ไปไม่ตรงกัน ที่เรียกกันทั่วไปว่า “บัตรเขย่ง” ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คะแนนรวมของผู้สมัครรับการเลือกตั้งในภาพรวมของประเทศหรือในเขตเลือกตั้งกับจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีจำนวนไม่เท่ากัน จนกระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีมติให้นับคะแนนใหม่ใน 8 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร อุดรธานี น่าน และพะเยา

ที่มาของคำว่า “บัตรเขย่ง” เริ่มมาจากการนับคะแนนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในปี 2562 ที่พบว่ามีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เป็นกรณีของ “บัตรเขย่ง” นับเป็นครั้งแรกที่คำว่า “บัตรเขย่ง” ได้ถูกนำมาใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเลือกตั้งในครั้งนั้น โดยเฉพาะการนำเสนอผ่านสื่อและสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง

การเกิดสถานการณ์ “บัตรเขย่ง” อาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี อาทิ กรณีบัตรเกิน คือ จำนวนบัตรมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ อาจเกิดจากการขานคะแนนผิด นับซ้ำ หรือ มีการกรอกตัวเลขผิดพลาดกรณีบัตรหาย/บัตรขาด ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้มาใช้สิทธิรับบัตรไปแล้ว แต่ไม่ใส่ลงหีบ หรือ นับคะแนนผิดทำให้บัตรบางส่วนสูญหายไป หรือ กรณีนับคะแนนผิดจากการแยกรายงานผลของคะแนนแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งกรณีเหล่านี้สามารถทำให้ยอดรวมที่รายงานผลการนับคะแนนออกมาไม่ตรงกัน

การที่สังคมให้ความสนใจกับกรณีของ “บัตรเขย่ง” ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่จากเดิมมาใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ซึ่งกำหนดให้ทุกคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดสัดส่วนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ หรือ “คะแนนเสียงไม่ตกน้ำ” คือ ไม่สูญเปล่าไปนั่นเอง เพราะคะแนนเสียงจากระบบเขตเลือกตั้งทั้งหมดจะถูกนำไปรวมเป็นคะแนนรวมทั้งประเทศ เพื่อคำนวณ “จำนวน สส. พึงมี” ของแต่ละพรรคการเมืองในระบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้น กรณีบัตรเขย่งแม้จะเป็นความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในรายเขตเลือกตั้ง แต่เมื่อนำมาคำนวณรวมกันในระดับประเทศแล้ว อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมืองได้

อย่างไรก็ตาม แม้ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2564 เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อใหม่ โดยไม่นำคะแนนเสียงจากระบบเขตเลือกตั้งทั้งหมดมาใช้ในการคำนวณสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อแล้ว แต่ได้กำหนดให้นำเฉพาะคะแนนรวมทั้งหมดที่ทุกพรรคการเมืองได้รับจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งประเทศ มาคำนวณจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งนำมาใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป ในปี 2566 และ 2569 ซึ่งประเด็นเรื่องบัตรเขย่งจึงคงอยู่ในความสนใจของประชาชน เนื่องจากมีผลต่อจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อการเลือกตั้งและความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศอีกด้วย

เมื่อเกิดกรณีที่ผลการนับคะแนนมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนบัตรเลือกตั้งที่ใช้ออกเสียงลงคะแนนขึ้น กฎหมายได้กำหนดวิธีปฏิบัติไว้ตามมาตรา 122 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งระบุว่า ให้คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้อง หากยังไม่ตรงกันอีกให้รายงานพร้อมเหตุผลต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น พร้อมทั้งแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งทราบ และนําส่งหีบบัตรเลือกตั้งและอุปกรณ์การเลือกตั้งแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งมอบหมาย อย่างไรก็ตาม หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความเห็นว่า ความไม่ถูกต้องตรงกันนั้นมิได้เกิดจากการทุจริตและไม่ทำให้ผลการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะสั่งให้ยุติไม่ต้องนับคะแนนใหม่ก็ได้

ดังนั้น การเกิดสถานการณ์ “บัตรเขย่ง” ที่แม้จะเป็นความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยในรายเขตเลือกตั้ง ย่อมเป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วไปต่อความสุจริตเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความศรัทธาของประชาชนต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้