กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงาน เช่น นายจ้างเลิกจ้าง เกษียณอายุ ลาออก การตกลงเลิกสัญญาจ้าง และการสิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือในกรณีลูกจ้างตาย หรือในกรณีอื่นตามที่กำหนดโดยคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มหลักประกันสังคมให้กับลูกจ้าง ตลอดจนเป็นการแสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดีของนายจ้างและเสริมสร้างแรงจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างในระยะยาว
โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 กำหนดให้ลูกจ้างสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และสำหรับลูกจ้างในกิจการที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เช่น กิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ เมื่อลูกจ้างประสงค์จะเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยความยินยอมของนายจ้าง และให้นายจ้างมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เสมือนเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดข้อยกเว้นให้ลูกจ้างไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ในกรณี
ทั้งนี้ การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ได้มีการออกประกาศกฎหมายลำดับรอง 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. 2567 ซึ่งได้กำหนดวันเริ่มดำเนินการ อัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่ลูกจ้างและนายจ้างต้องส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รวมทั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบ โดยกำหนดให้จัดเก็บเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง ในช่วง 5 ปีแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2573 ลูกจ้างและนายจ้างแต่ละฝ่ายต้องนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในอัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2573 กำหนดให้จัดเก็บเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้างแต่ละฝ่ายอัตราร้อยละ 0.50 ของค่าจ้าง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568 คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมพิจารณาเรื่อง “การเลื่อนการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เนื่องจากผู้แทนเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชนขอให้พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากเลื่อนการจัดเก็บเงินออกไปอีก 1 ปีจะส่งผลให้ลูกจ้างเสียสิทธิประโยชน์ โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการมีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะว่าไม่ควรเลื่อนการจัดเก็บเงินสะสมหรือเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เนื่องจากเงินดังกล่าวเป็นสวัสดิการที่จะช่วยคุ้มครองและเป็นหลักประกันเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับลูกจ้างในอนาคตและเห็นควรให้มีการจัดเก็บเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างทันที โดยอาจมอบให้สำนักงานประกันสังคมดำเนินการจัดเก็บเงินดังกล่าวและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการจัดเก็บข้อมูลด้านแรงงานแบบเบ็ดเสร็จ และบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่สามารถติดตามแรงงานได้ทันที ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่ประชุมคณะกรรมาธิการการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดทำหนังสือเพื่อส่งข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทราบต่อไป
แต่ต่อมาภายหลังได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ พ.ศ. 2568 กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 และกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพื่อเลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จากตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป เป็นตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป โดยอัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่จะเก็บจากลูกจ้างและนายจ้าง และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบดังกล่าวยังคงเดิม เพื่อบรรเทาและลดภาระทางการเงินของนายจ้างและลูกจ้างออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจมีความผันผวนและชะลอตัวลง
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th