ภาระงานของครูในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดเพียงการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยงานเอกสารและงานบริหารจัดการที่หลากหลาย ทั้งการจัดทำเอกสารประเมินผลการเรียน การบันทึกข้อมูลนักเรียน การจัดทำรายงานสรุปผลการเรียน การออกเอกสารรับรองการเป็นนักเรียน และงานวัดผลประเมินผลต่าง ๆ ซึ่งงานเหล่านี้ทำให้ครูต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ครูมีเวลาในการเตรียมการสอนและพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนลดน้อยลง ขณะเดียวกัน ปัญหาความล่าช้าในการนำเสนอข้อมูลต่าง ๆของนักเรียนและความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลระหว่างระบบต่าง ๆ นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ
จากปัญหาดังกล่าว กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงได้จัดทำระบบสารสนเทศ Q-info ขึ้น ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยระบบ Q-info จะเปลี่ยนการเก็บข้อมูลจำนวนมากจากการบันทึกลงกระดาษให้เป็นการบันทึกข้อมูลในระบบดิจิทัลบนโปรแกรมที่มีการเชื่อมต่อแบบออนไลน์บนระบบคลาวด์และมีการเชื่อมโยงข้อมูลในทุกพื้นที่ที่ใช้ระบบ โดยเก็บข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ของนักเรียน ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เวลาการมาเรียนของนักเรียนทั้งแบบรายวันและรายวิชา น้ำหนัก ส่วนสูง ผลการสอบ กิจกรรม ฯลฯ เพื่อนำไปประเมินผลและนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงการเรียนของนักเรียนให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ระบบ Q-info ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยลดภาระงานของครูในหลายด้าน ทั้งการออกแบบการเรียนรู้การตรวจสอบรายชื่อนักเรียน การประมวลผลแต่ละรายวิชา โดยครูสามารถทำงานในรูปแบบเดิม แต่เปลี่ยนจากการบันทึกข้อมูลลงกระดาษมาเป็นการบันทึกลงในระบบ Q-info แทน ซึ่งระบบ Q-info จะอำนวยประโยชน์ ดังนี้
ระบบ Q-Info นั้น ได้เริ่มทดลองใช้ตั้งแต่ปี 2561 โดยเริ่มจากโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครและขยายสู่กลุ่มโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร อาทิ โรงเรียนในสังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) หรือโรงเรียนที่เข้าร่วมในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ซึ่งพบว่าระบบ Q-Info ได้เข้ามาช่วยในการลดภาระงานครู และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยครูและโรงเรียนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ตามความถนัดและตามความสนใจ ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาได้อย่างทันท่วงที ต่อมาระบบ Q-Info ดำเนินการขยายผลมาอย่างต่อเนื่องและในปี 2567 ได้ขยายผลการใช้งานในระดับเขตพื้นที่การศึกษา 5 พื้นที่ ประกอบด้วย กาญจนบุรี เชียงใหม่ สุรินทร์ ภูเก็ต และระนอง ซึ่งจากข้อมูลเดือนมีนาคม 2568 มีโรงเรียน จำนวน 589 แห่ง ได้รับประโยชน์จากระบบ Q-Info ดังกล่าว
สำหรับในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัตินั้นได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการลดภาระงานของครูและเพิ่มคุณภาพการศึกษาของนักเรียนเช่นกัน โดยในปี 2568 คณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ได้จัดการประชุมเพื่อหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาภาระงานของครู โดยเฉพาะครูในโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องปฏิบัติภารกิจ นอกเหนือจากการเรียนการสอนซึ่งไม่เพียงบั่นทอนคุณภาพการศึกษาแต่ยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครูโดยตรง จากการหารือดังกล่าวได้มีการแบ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
ดังนั้น การนำระบบ Q-info มาใช้ประโยชน์จึงเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่ช่วยการลดภาระงานของครูและเพิ่มคุณภาพการศึกษาของนักเรียนไปพร้อมกัน โดยทำให้ครูมีเวลามากขึ้นในการพัฒนาการเรียนการสอน ผู้บริหารสามารถบริหารจัดการโรงเรียนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัย ผู้ปกครองสามารถติดตามความก้าวหน้าของบุตรหลานได้อย่างใกล้ชิดและที่สำคัญที่สุด คือ นักเรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องความสำเร็จของระบบ Q-info จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร การสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนต่อไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th