การประชุมสหพันธ์ระหว่างประเทศว่าด้วยสมาคมและสถาบันห้องสมุด (International Federation of Library Associations and Institutions: IFLA) ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 18-24 สิงหาคม 2568 ณ กรุงอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถาน มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างห้องสมุดนานาชาติ การกำหนดมาตรฐานสากลของห้องสมุด การบริการค้นคว้า การส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและระหว่างห้องสมุด รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อนำมาพัฒนาหอสมุดรัฐสภาไทยให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกรัฐสภา ภายใต้หัวข้อ “การรวมพลังแห่งความรู้ สร้างอนาคต” ผลจากการประชุมพบว่า ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปรับบทบาทไปสู่ศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกสนับสนุนประชาธิปไตย ความเท่าเทียมทั่วถึง และความยั่งยืนของสังคม โดยบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับภารกิจในทุกมิติ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มิใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่ห้องสมุดและสถาบันให้บริการสารสนเทศต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาบทบาทในการเป็น “ผู้พิทักษ์ข้อมูลที่เชื่อถือได้” และสนับสนุนความเป็นประชาธิปไตย ท่ามกลางกระแสข้อมูลมหาศาล การบูรณาการ AI เข้ากับงานห้องสมุดไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทดแทนบุคลากร แต่เพื่อยกระดับศักยภาพให้บรรณารักษ์และผู้ให้บริการสารสนเทศก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านความรู้ดิจิทัล” ที่สามารถจัดการวิกฤตความรู้และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและกฎหมายได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น เพื่อให้หอสมุดรัฐสภาเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ผู้บริหารควรกำหนดแนวทางการพัฒนาใน 4 มิติหลัก ดังนี้
1. การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมียุทธศาสตร์และจริยธรรม
- เปลี่ยนบทบาท AI เป็นผู้ช่วย โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการสืบค้น ไม่ใช่แค่เครื่องมือตอบคำถามสำเร็จรูป เพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ของผู้ใช้
- กำหนดกรอบธรรมาภิบาล โดยต้องมีนโยบายกำกับดูแล AI ที่โปร่งใส ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ (Explainable AI) และป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์หรืออคติทางข้อมูล
- เริ่มดำเนินการโดยใช้แนวทาง 5 ขั้นตอน ได้แก่ กำหนดกลยุทธ์ จัดลำดับความสำคัญทดลองใช้ (Pilot) พัฒนาทักษะคน และสร้างกรอบการกำกับดูแลเพื่อกำหนดวิธีการใช้งาน AI ภายในองค์กรให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ
2. การยกระดับทักษะบุคลากร (Reskilling & Upskilling)
- พัฒนาทักษะแห่งอนาคต บรรณารักษ์ต้องมีทักษะใหม่ เช่น การเขียนโปรแกรมพื้นฐานความเข้าใจ AI (AI Literacy) การกำกับดูแลข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบและการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมรวมถึงการจัดการโครงการ
- การฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร (Training and Upskilling) ต้องให้ความรู้ด้าน AI อย่างครอบคลุมแก่บุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ผู้บริหารระดับกลาง ไปจนถึงผู้นำองค์กรเพื่อให้มีความเข้าใจและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีสมัยใหม่
- ผู้บริหารต้องมีความกล้าทดลอง ยืดหยุ่น และสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ทีมงาน
3. การขับเคลื่อนบทบาททางสังคมและสิทธิทางปัญญา
- ในยุคที่มีข้อมูลเท็จ (Disinformation) ห้องสมุดต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ให้ข้อมูลถูกต้องและตรวจสอบได้
- ผลักดันสิทธิทางดิจิทัล ต่อรองเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์และการเข้าถึง e-book เพื่อให้ห้องสมุดสามารถให้บริการยืมคืนดิจิทัลได้อย่างเป็นธรรม ไม่ถูกจำกัดโดยสัญญาทางการค้า
4. การสร้างการมีส่วนร่วมและนวัตกรรมบริการ
- การเป็นศูนย์กลางชุมชน (Community Hub) พัฒนาโครงการที่ดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การทำประวัติศาสตร์บอกเล่า หรือโครงการและกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับประชาชน
- บริการเชิงรุก ใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการผู้ใช้เพื่อนำเสนอบริการแบบเฉพาะบุคคล (Personalized) และสนับสนุนงานวิจัยเชิงลึกได้รวดเร็วขึ้น
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อก้าวต่อไป
- 1. พลิกโฉมบริการด้วย Generative AI สนับสนุนให้หน่วยงานนำมาใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการทำงานประจำวัน เช่น การสรุปเอกสารร่างกฎหมาย การร่างบทความประชาสัมพันธ์ หรือการวิเคราะห์ความคิดเห็นของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการตอบสนองฝ่ายนิติบัญญัติ
- 2. รักษาดุลยภาพระหว่าง “เทคโนโลยี” และ “มนุษย์” (Human-in-the-loop) แม้ AI จะทำงานได้รวดเร็ว แต่ "มนุษย์" ต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะในงานวิจัยทางกฎหมายและประวัติศาสตร์เพื่อรักษาความถูกต้อง แม่นยำ และจริยธรรมทางวิชาการ
- 3. ผลักดันบทบาท “พื้นที่กลางทางความรู้” (Knowledge Hub) ห้องสมุดต้องเป็นผู้นำในการรวบรวมและจัดเก็บ “ประวัติศาสตร์บอกเล่า” (Oral History) และข้อมูลทางนิติบัญญัติให้เป็นระบบดิจิทัล เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ Big Data ในอนาคต ตามแนวทางขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) และโครงการประวัติศาสตร์บอกเล่าของ European Centre for Parliamentary Research and Documentation: ECPRD)
หอสมุดรัฐสภาไทยกับบทบาทในการศึกษาเรียนรู้ และนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน
อนาคตของหอสมุดรัฐสภาในการนำเทคโนโลยี AI มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน AI จะสามารถเปลี่ยนภาระงานที่ซ้ำซ้อนให้เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการที่เข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางและเท่าเทียมยิ่งขึ้น ในส่วนของหอสมุดรัฐสภาไทยในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ตระหนัก ให้ความสำคัญและริเริ่มนำเทคโนโลยี Generative AI มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิบัติงานในทุกมิติ พร้อมทั้งส่งเสริมและกระตุ้นให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้บุคลากรมีศักยภาพและสมรรถนะในการปฏิบัติงานเพิ่มสูงขึ้น อันนำไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในการสนับสนุนงานด้านวิชาการแก่สมาชิกรัฐสภา ให้มีความรวดเร็ว ทันสมัย พัฒนาสื่อมัลติมีเดียที่มีความน่าสนใจ และมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น เรียนรู้และปฏิบัติจนเกิดความเชี่ยวชาญจนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้เรียกว่า แนวทาง “เรียน ทำ สอน” (Learn-Do-Teach) ซึ่งเป็นไปตามแนวทางในการพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน
นายณัฏฐกฤษฎ์ วงศ์เจริญ, รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
นางสาวบุษราภรณ์ อัครนิธิยานนท์, ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ
นางสาวณิชชา สอนดี, บรรณารักษ์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานห้องสมุด
นางสาวนราภัทร เพชรมณี, บรรณารักษ์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ
นางสาวนริศรา เพชรพนาภรณ์, บรรณารักษ์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ
นางสาวธัญภา ศรีสุขดี, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ
นายสุทธิศักดิ์ ตัสโต, วิทยากรชำนาญการ กลุ่มงานพิพิธภัณฑ์และจดหมายเหตุ
นายอุดมศักดิ์ โกสิทธิ์, บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มงานห้องสมุด
นางสาววัลยา พุ่มต้นวงค์, บรรณารักษ์ชำนาญการ กลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ