1 โรงเรียน 3 รูปแบบ: นวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

ผู้เรียบเรียง :
สุริยา ฆ้องเสนาะ, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-08
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

“ปัญหาเด็กและเยาวชนออกจากระบบการศึกษา”เป็นกรณีที่เด็กและเยาวชนไม่ได้ศึกษาอยู่ในระบบการศึกษาตามปกติหรือไม่ได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศและความเสมอภาคทางสังคม แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 จะกำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่ในความเป็นจริงยังพบว่ามีเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องออกจากระบบการศึกษา โดยในปี 2566 พบว่า เด็กและเยาวชน อายุ 3-18 ปี ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษา จำนวน 1,025,514 คน คิดเป็นร้อยละ 8.4 ของจำนวนประชากรช่วงวัยนี้ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 12,200,105 คน ซึ่งสาเหตุหนึ่งของปัญหาเด็กและเยาวชนออกจากระบบการศึกษาเกิดจากความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสการเข้าถึง และความแตกต่างในเชิงคุณภาพของโรงเรียนในแต่ละบริบทพื้นที่ รวมถึงสภาพแวดล้อมและสภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละครัวเรือน ส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาจึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จึงริเริ่มและพัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วยการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบขึ้น สำหรับสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นเครื่องมือให้กับโรงเรียนทั่วประเทศนำไปประยุกต์ใช้และขยายผลตามบริบทที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของผู้เรียนที่มีความหลากหลาย อาทิ ความยากจน ปัญหาครอบครัว การขาดโอกาสเข้าถึงการศึกษา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโรงเรียนที่จะช่วยป้องกันเด็กและเยาวชนออกจากระบบการศึกษาให้สามารถได้รับการศึกษาและพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพ

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 15 ที่กำหนดให้การจัดการศึกษามี 3 รูปแบบ คือ (1) การศึกษาในระบบ (2) การศึกษานอกระบบ และ (3) การศึกษาตามอัธยาศัย โดยสถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้ง 3 รูปแบบก็ได้ และให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ ตามอัธยาศัย การฝึกอาชีพ หรือจากประสบการณ์การทำงาน ซึ่งการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เป็นการจัดการศึกษาแบบองค์รวมและผสมผสานของการศึกษาทั้ง 3 รูปแบบดังกล่าว ได้เริ่มทดลองนำร่องในจังหวัดราชบุรี ตั้งแต่ปี 2567 โดยในระยะแรกมีโรงเรียนนำร่องและร่วมพัฒนา จำนวน 12 โรงเรียน มีเด็กและเยาวชนรุ่นแรกเข้าสู่โครงการ จำนวน 98  คน จากการทดลอง พบว่า สามารถป้องกันและช่วยเหลือไม่ให้เด็กเยาวชนออกจากระบบการศึกษาได้เกือบร้อยละ 100 โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสำเร็จ เช่น ความยืดหยุ่นของหลักสูตร เวลาเรียนที่ตอบโจทย์ชีวิต ผู้เรียนแต่ละบุคคลเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาจากแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น สถานประกอบการ สื่อเทคโนโลยี กิจกรรมของชุมชน ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ควบคู่กับการทำงานและมีรายได้ระหว่างเรียน

สำหรับตัวอย่างการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ คือ โรงเรียนมหาราช 7 จังหวัดราชบุรี ได้พัฒนาแนวทางทางการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นผ่านกรณีศึกษาของนักเรียนคนหนึ่งที่มีมารดาเป็นผู้พิการไม่สามารถทำงานได้ นักเรียนดังกล่าวจึงต้องรับจ้างเลี้ยงวัวเพื่อหาเลี้ยงชีพ โรงเรียนจึงได้ปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับกิจกรรมการทำงานและวิถีชีวิตประจำวันของนักเรียน โดยครูผู้สอนได้ประสานงานกับนายจ้างและสำรวจลักษณะงานที่นักเรียนปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยการตัดข้าวโพด การโม่ข้าวโพด และการบรรจุข้าวโพดลงถุง โดยโรงเรียนได้นำกิจกรรมการทำงานดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ในเรื่องการคำนวณปริมาณข้าวโพดที่โม่ได้ในแต่ละวัน การคำนวณต้นทุนและกำไรจากการขาย รวมถึงการคำนวณราคาขายต่อหน่วยซึ่งการดำเนินงานตามแนวทางนี้จึงช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข้อจำกัดด้านสถานการณ์ชีวิต และยังเป็นการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวันอีกด้วยปัจจุบัน ณ วันที่ 14 มกราคม 2568 มีโรงเรียนต้นแบบที่เริ่มดำเนินการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จำนวน 54 แห่ง และยังมีโรงเรียนอีกจำนวนมากที่อยู่ระหว่างการสมัครเข้าร่วม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตั้งเป้าหมายให้ขยายผลครอบคลุม “หนึ่งอำเภอ หนึ่งสถานศึกษาที่ยืดหยุ่น” ให้ได้ในทุกพื้นที่

ดังนั้น การจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จึงเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่สำคัญของประเทศไทย ที่มุ่งสร้างความเสมอภาคและลดปัญหาเด็กและเยาวชนออกจากระบบการศึกษา ซึ่งการจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จะประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การพัฒนาศักยภาพของบุคลากร และการสนับสนุนทรัพยากรที่เพียงพอ เพื่อให้การศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการเป็น "การศึกษาสำหรับทุกคน" ได้อย่างยั่งยืน