มลพิษจากโรงไฟฟ้าขยะ

ผู้เรียบเรียง :
ณิชชา บูรณสิงห์, วิทยากรเชี่ยวชาญ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-04
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ปัญหาขยะมูลฝอยชุมชนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้เกิดขยะเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในเมืองและชุมชนขนาดใหญ่แต่จากการจัดการขยะที่ผ่านมายังมีการเทกองและการฝังกลบที่ไม่ได้มาตรฐาน และสถานที่กำจัดขยะที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมีจำนวนไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมืองและสร้างพลังงานทดแทน ตั้งแต่ พ.ศ. 2558 โดยกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบโครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนเพื่อแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เทคโนโลยีเตาเผาขยะสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าตามมาตรฐานสากล เพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาขยะตกค้างและเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า

อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีเตาเผาขยะจะได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่โครงการดังกล่าวยังประสบปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการตั้งเตาเผาขยะในพื้นที่เพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้าจะก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เช่น 1) ก๊าซอนินทรีย์ 2) สารประกอบอินทรีย์ 3) โลหะหนัก และ 4) ฝุ่นละออง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น เกิดอาการเฉียบพลันและอาการเรื้อรัง สารบางชนิดก่อให้เกิดมะเร็ง มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบสืบพันธุ์ การพัฒนาการของทารกในครรภ์ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดโลกร้อนและภัยพิบัติ หากปัญหามลพิษที่เกิดจากโรงไฟฟ้าขยะไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้ดำเนินการใช้บังคับประกาศ เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า พ.ศ. 2566 เพื่อกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากโรงไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง โดยมีการปรับปรุงค่ามาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสีย จากโรงไฟฟ้าขยะให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน เช่น

  1. 1) การกำหนดมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งฝุ่นละอองจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง จากเดิมไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นไม่เกิน 50 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
  2. 2) การปล่อยทิ้งสารปรอท จากเดิมไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นไม่เกิน 0.03 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ
  3. 3) การปล่อยทิ้งสารตะกั่ว จากเดิมไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เป็นไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

เพื่อควบคุมอากาศเสียที่ปล่อยทิ้งจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด หากไม่ดำเนินการปฏิบัติจะมีโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535

ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติได้ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษจากโรงไฟฟ้าขยะเช่นกัน ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ว่าที่ร้อยตรี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบของเตาเผาขยะโรงไฟฟ้า โดยญัตติดังกล่าวได้บรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ต่อมาได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ญัตติดังกล่าวไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้จัดทำรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง “ความเป็นไปได้และกำหนดแนวทางบูรณาการการพัฒนาเพื่อให้เกิดโรงไฟฟ้าชุมชนจากขยะ เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน” โดยมีข้อเสนอแนะ เช่น

  1. 1) ออกมาตรการเร่งด่วนหรือแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องก่อนจัดตั้งศูนย์บริหารขยะและโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. 2) จัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเบ็ดเสร็จจังหวัด เพื่อให้เกิดการบูรณาการอย่างเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และ
  3. 3) การจัดตั้งโรงไฟฟ้าขยะชุมชนให้คำนึงถึงแนวทางการกำจัด ณ แหล่งกำเนิด

การจัดการขยะด้วยการนำไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูงควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐควรดำเนินการ

  1. 1) เร่งผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาด เพื่อเป็นกลไกหลักในการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเป็นระบบ
  2. 2) บูรณาการความร่วมมือ สร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงรุกระหว่างส่วนกลาง ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนร่วมกันในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  3. 3) ควบคุมมาตรฐานทางเทคนิค โดยกำหนดมาตรฐานการควบคุมอุณหภูมิในเตาเผาให้คงที่เพื่อป้องกันการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และติดตั้งระบบติดตามมลพิษที่ทันสมัย มีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระบบทำงานได้เต็มศักยภาพ และ
  4. 4) กำหนดให้พื้นที่การตั้งเตาเผาขยะโรงไฟฟ้าให้ห่างจากชุมชนในระยะที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และลดความขัดแย้งในพื้นที่ และเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษ

โดยเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางดังที่กล่าวมา จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเกิดระบบการบริหารจัดการขยะที่ยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมทั้งจะช่วยเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย