งานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างพระราชบัญญัติที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยมีขอบเขตการศึกษาวิจัยอยู่ในการพิจารณาร่างกฎหมายในช่วงสมัยสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 จากผลการศึกษาพบว่าในช่วงสมัยสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 กฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรมักจะเป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะต้องพบกับอุปสรรคตั้งแต่ขั้นตอนการยกร่างกฎหมาย นั่นคือ ร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีจะมีระบบในการยกร่างที่ชัดเจนและมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ในการยกร่างและตรวจสอบความเรียบร้อย ในขณะที่ร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น มีการริเริ่มจัดทำที่ไม่ชัดเจน และแม้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะสามารถช่วยดำเนินการได้ แต่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็อาจมีข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็นเรื่องความจำเป็นในการตรากฎหมาย ในส่วนของการนำร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาวาระแรกนั้น พบว่าร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักจะถูกตีความว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ส่งผลให้ต้องรอคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่มีกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญใดกำหนดกรอบเวลาอย่างชัดเจนว่านายกรัฐมนตรีจะต้องพิจารณาภายในเวลาเท่าใด ส่งผลให้ร่างกฎหมายบางฉบับต้องรอคำรับรองเป็นเวลาเกือบปี อีกทั้งในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่ให้คำรับรองก็มักจะไม่มีการแสดงเหตุผลซึ่งทำให้เกิดการตั้งคำถามในมุมของผู้เสนอร่างกฎหมายเป็นอย่างมาก ส่วนในชั้นการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น ในกรณีที่มีร่างกฎหมายหลายฉบับเสนอเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน ร่างกฎหมายที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีก็จะได้รับการเลือกให้เป็นร่างหลักที่ใช้ในการพิจารณา ซึ่งในกรณีที่ร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีมีความแตกต่างจากร่างกฎหมายที่เสนอโดยภาคประชาชนหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะสร้างความกังวลให้แก่ภาคประชาชนว่าสุดท้ายร่างกฎหมายที่ได้ออกมาจะมีความแตกต่างจากร่างกฎหมายของภาคประชาชนจนผิดจากเจตนารมณ์หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ท่าทีของรัฐบาลในประเด็นดังกล่าวหรือประเด็นใกล้เคียงเป็นไปในทิศทางที่สวนทางกับแนวคิดหลักของกฎหมายที่ต้องพิจารณา ผลการศึกษามีข้อเสนอว่าในส่วนของการจัดทำร่างกฎหมายนั้น ควรมีการดำเนินการตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยเฉพาะการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายและการรับฟังความคิดเห็นก่อนการจัดทำร่างกฎหมาย ซึ่งจะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเริ่มเสนอกฎหมายมีโอกาสที่จะทำการสื่อสารกันและร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน ที่สำคัญ ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมาย เพื่อให้ร่างกฎหมายที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชนมีความครอบคลุมและไม่ลักลั่นกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ในส่วนของชั้นการพิจารณาร่างกฎหมายนั้น แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงการเลือกร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีเป็นร่างกฎหมายหลักไม่ได้ แต่ก็ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัดแล้ว ก็จะทำให้ได้ร่างกฎหมายที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง อีกทั้งควรมีการชี้แจงกติกาในการประชุมให้แก่ภาคประชาชนที่เป็นกรรมาธิการเข้าใจ ที่สำคัญ ในการพิจารณาร่างกฎหมายควรมุ่งเน้นการใช้มุมมองแบบบูรณาการเพื่อให้ได้ร่างกฎหมายที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์มากที่สุดไม่ว่าร่างกฎหมายนั้นจะเสนอโดยฝ่ายใดก็ตาม และในส่วนของการให้คำรับรองของนายกรัฐมนตรีนั้น มีข้อเสนอว่าควรกำหนดเวลาในการให้คำรับรองร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินของนายกรัฐมนตรี และในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่รับรอง ก็จะต้องมีการชี้แจงเหตุผลด้วย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th