รายงานการศึกษา เรื่อง การสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย

ผู้แต่ง :
อัญชลี จวงจันทร์, กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
จำนวนหน้า :
94
ปีที่เผยแพร่ :
2568
ประเภท :
งานวิจัยโดยสำนักวิชาการ
บทคัดย่อ/เนื้อเรื่องย่อ :

รายงานการศึกษา เรื่อง การสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยก่อนการ
ประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ศึกษากฎหมายรับรองการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศ
ไทยและต่างประเทศ และศึกษาการรับรองสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรส
เท่าเทียมมีผลบังคับใช้ โดยใช้การวิจัยเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า

  1. 1. ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศของประเทศไทยก่อนมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม แบ่งปัญหาสำคัญออกเป็น 3 ประการ คือ 1) ปัญหาการรับรองสิทธิในการสมรสระหว่างเพศเดียวกันในประเทศไทย 2) ปัญหาการรับรองและคุ้มครองสิทธิการสมรสตามกฎหมายประเทศไทย และ3) ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรส
  2. 2. การรับรองสิทธิทางกฎหมายของบุคคลที่มีความหลากหลายในประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้มีการรับรองสิทธิทางกฎหมาย ความเสมอภาค และการป้องกันการเลือกปฏิบัติ โดยสิทธิที่จะได้รับการรับรองและคุ้มครอง ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ บุคคลจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ และกรณีการหย่าที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงเพราะไม่มีรายได้เพียงพอจากทรัพย์สินหรือจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส อีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะขอให้ฝ่ายที่ต้องรับผิดจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้ได้ และสิทธิในการรับบุตรบุญธรรม นอกจากนั้น การรับรองและคุ้มครองสิทธิการสมรสตามกฎหมายต่างประเทศ พบว่าสหรัฐอเมริกามีการรับรองกฎหมายแต่งงานของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ประเทศแคนาดามีการห้ามการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลด้วยเหตุผลจากรสนิยมทางเพศที่แตกต่างกัน สหราชอาณาจักรมีการออกกฎหมายรับรองการจดทะเบียนความสัมพันธ์ของบุคคลเพศเดียวกัน และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้การคุ้มครองคู่สัมพันธ์ที่เป็นบุคคลเพศเดียวกันให้เสมือนกับคู่สมรสต่างเพศ
  3. 3. การรับรองสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ พบว่า 1) เหตุผลสำคัญ คือ เพื่อรองรับให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถหมั้นและสมรสกันได้ เร่งรัดการพิจารณาและออกกฎหมายเกี่ยวกับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ 2) มีการรับรองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิของ “คู่สมรส” หรือ “สามีภริยา”กล่าวคือ สิทธิในการใช้นามสกุลของคู่สมรส สิทธิในการให้ความยินยอมรักษาพยาบาล สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม โดยภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) มีผลบังคับใช้ จะส่งผลให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมีการรับรองสิทธิ คือ การสมรสระหว่างคนไทยกับคนต่างชาติ การแบ่งสินส่วนตัวและสินสมรสการจัดการสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย การรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ ฯลฯ 3) มีการรับรองสิทธิการสมรสของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศโดยแก้ไขอายุขั้นต่ำสำหรับการหมั้นและการสมรสจากอายุ 17 ปีบริบูรณ์ เป็น 18 ปีบริบูรณ์ และกำหนดรับรองสิทธิของคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายใหม่
  4. 4. ข้อเสนอแนะในการรับรองสิทธิทางกฎหมายของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คือ 1) ควรมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติและการรองรับทางกฎหมายของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศของประเทศไทย โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ กฎหมายการรับบุตรบุญธรรม เป็นต้น 2) การแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 หรือที่เรียกว่าพระราชบัญญัติอุ้มบุญซึ่งในมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งภริยาไม่อาจตั้งครรภ์ได้เท่านั้นที่สามารถให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน ดังนั้น เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในเรื่องการสมรสเท่าเทียม จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ให้สอดรับกับการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว โดยในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ควรเปลี่ยนจากคำว่า "สามีภริยา" เป็นคำว่า "คู่สมรส" ทั้งนี้จะทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ทำการสมรสกันไม่ว่าระหว่างชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง ซึ่งไม่อาจตั้งครรภ์ได้ที่ประสงค์จะมีบุตร สามารถให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทนได้ ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไม่ถูกเลือกปฏิบัติและเกิดความเท่าเทียมกัน 3) ปัจจุบันการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศลดลงหลังจากกฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศจึงควรมีกฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศและกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้มากขึ้น และ4) การสร้างความเท่าเทียมทางกฎหมายให้แก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เนื่องจากยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่ต้องได้รับการแก้ไขให้มีความสอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายใช้คำระบุสถานะโดยแบ่งแยกเพศหรือมีการเลือกปฏิบัติทางเพศในบทบัญญัติที่ไม่มีเรื่องเพศมาเกี่ยวข้อง เมื่อมีการแก้ไขแล้วคู่สมรสเพศเดียวกันจะสามารถใช้สิทธิต่าง ๆ เช่นเดียวกับคู่สมรส ชายหญิง เช่น สิทธิในการใช้นามสกุลของอีกฝ่าย สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยื่นแบบเสียภาษีร่วมกันในฐานะคู่สมรส การได้รับการหักลดหย่อนภาษีเงินได้จากเงินที่ได้รับจากคู่สมรส สิทธิที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการต่าง ๆ เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายประกันสังคมในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิของคู่สมรส ดังนั้น จึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม