รายงานการศึกษา เรื่อง การกำหนดกฎมณเฑียรบาลในรัฐธรรมนูญไทย

ผู้แต่ง :
ฐากูร จุลินทร, วิทยากรชำนาญการพิเศษ
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ. กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา
จำนวนหน้า :
300
ปีที่เผยแพร่ :
2557
ประเภท :
งานวิจัยโดยสำนักวิชาการ
บทคัดย่อ/เนื้อเรื่องย่อ :

 

กฎมณเฑียรบาลเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้มีการสันนิษฐานจากนักประวัติศาสตร์ว่า ตราขึ้นใน พ.ศ. ๒๐๑๑ สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โดยเป็นกฎหมายที่บัญญัติเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของพระราชฐาน หรือรักษาความปลอดภัยสาหรับพระมหากษัตริย์ ในช่วงเวลาต่อมาได้มีการตรากฎมณเฑียรบาลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์อีกหลายฉบับ อย่างไรก็ตามไม่มีบทบัญญัติตามกฎมณเฑียรบาลที่กาหนดการสืบราชสมบัติไว้อย่างแน่ชัด จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ มีการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จึงเป็นผลให้กระบวนการสืบราชสมบัติของไทยมีความชัดเจนมากขึ้น และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ กฎมณเฑียรบาลฉบับดังกล่าวได้ถูกยอมรับและบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับแรก ทั้งนี้ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบัน กฎมณเฑียรบาลฯ ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จานวน ๑๓ ฉบับ แต่ทว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๑๙ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวและธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร รวมทั้งสิ้น ๖ ฉบับ ไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนในเรื่องนี้ สาหรับสาระสาคัญในการบัญญัติคือ ให้การสืบราชสมบัติดาเนินการตามหรือให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาล ทั้งนี้รัฐธรรมนูญของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่นหรือเดนมาร์ก มีการบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติไว้ในรัฐธรรมนูญในลักษณะคล้ายกับรัฐธรรมนูญไทย

กฎมณเฑียรบาลฯ อาจพิจารณาได้ว่าเป็นกฎหมายพิเศษจึงมีการกาหนดหลักการในลักษณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยกาหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลฯ เป็นพระราชอานาจของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นคณะองคมนตรีจึงเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการจัดทาร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติม

ในส่วนบทบาทของรัฐสภาสาหรับการรับทราบหรือการให้ความเห็นชอบผู้ทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ได้มีการกาหนดหลักการในลักษณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับข้างต้นโดยแบ่งเป็น ๒ กรณี คือ

กรณีที่ ๑ ถ้าราชบัลลังก์ว่างลงและมีการแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งต่อประธานรัฐสภาเพื่อรับทราบ และประธานรัฐสภามีหน้าที่เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

กรณีที่ ๒ ถ้าราชบัลลังก์ว่างลงและไม่มีการแต่งตั้งพระรัชทายาท ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และประธานรัฐสภามีหน้าที่เรียกประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการนี้จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์เพื่อทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

ทั้งนี้ บทบัญญัติสาหรับกระบวนการให้ความเห็นชอบผู้ทรงราชย์ฯ ในกรณีที่ ๑ และกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลฯ ดังกล่าวข้างต้นมีเจตนารมณ์เพื่อมิให้กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมกฎ มณเฑียรบาลฯ และการทรงราชย์ของพระรัชทายาทมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง