บัญชีม้ากับมาตรการทางกฎหมาย

Script Writer
วิมลรักษ์ ศานติธรรม, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
Broadcast Date
2026-03
Publication type
Publisher
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

บัญชีม้า คือ การจ้างวานบุคคลให้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับโอนเงินผิดกฎหมาย ซึ่งมิจฉาชีพจะจ้างหรือซื้อบัญชีจากบุคคลทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผู้กระทำผิดและใช้เป็นทางผ่านในการรับโอนเงินที่ได้มาจากอาชญากรรมต่าง ๆ โดยในปี 2567 ปัญหาเกิดจากธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้น มีจำนวนบริการธนาคารออนไลน์ (Internet Banking) 29 ล้านบัญชี และบริการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ต (Mobile Banking) มีมูลค่าเงินจำนวนมาก ทำให้มิจฉาชีพใช้บัญชีม้าฟอกเงินได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น บัญชีม้าเป็นจุดเริ่มต้นของอาชญากรรมอย่างรุนแรงในทั่วโลก เช่น ฟอกเงิน ค้ามนุษย์ คอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด

นาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงระบบการจำแนกบัญชีม้า โดยใช้สีในการแบ่งระดับความเสี่ยงและความรุนแรง ดังนี้

  1. 1) บัญชีม้าดำ เป็นบัญชีที่มีความเสี่ยงสูงสุดและเข้าข่ายการกระทำผิดตามฐานข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เจ้าของบัญชีจะถูกห้ามทำธุรกรรมทุกประเภททั้งการโอนเงินเข้าและออกจากบัญชี และถูกปฏิเสธการเปิดบัญชีใหม่กับธนาคารทุกแห่งในประเทศไทย สถาบันการเงินทุกแห่งจะได้รับข้อมูลการกระทำผิดดังกล่าว ทำให้เจ้าของบัญชีไม่สามารถหลบหนีการติดตามได้ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกดำเนินคดีตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566
  2. 2) บัญชีม้าเทา แบ่งเป็น 2 ระดับย่อยตามความรุนแรงและสถานะของการดำเนินคดี โดยข้อมูลจะถูกบันทึกในระบบกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัย และเส้นทางการเงินที่ผิดปกติระหว่างธนาคารในประเทศไทย (Central Fraud Registry หรือ CFR)
  3. 3) บัญชีม้าเทาเข้มเป็นบัญชีที่มีผู้เสียหายแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และระบุว่าบัญชีดังกล่าวถูกใช้ในการรับโอนเงินจากการหลอกลวง โดยจะถูกระงับการทำธุรกรรมทั้งหมดและไม่สามารถรับโอนเงินจากบัญชีอื่นได้
  4. 4) บัญชีม้าเทาอ่อนเป็นบัญชีที่อยู่ในเส้นทางการเงินที่น่าสงสัย หรือมีผู้ได้รับความเสียหายแต่ยังไม่ได้แจ้งความอย่างเป็นทางการซึ่งจะถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและอาจถูกยกระดับเป็นม้าเทาเข้มได้หากมีการแจ้งความ
  5. 5) บัญชีม้าน้ำตาลเป็นบัญชีที่สถาบันการเงินตรวจพบพฤติกรรมที่ผิดปกติและน่าสงสัยว่าอาจถูกใช้เป็นบัญชีม้า แต่ยังไม่มีผู้เสียหายหรือการแจ้งความอย่างเป็นทางการ
  6. 6) บัญชีม้าน้ำตาลเข้ม เป็นบัญชีที่สถาบันการเงินมั่นใจว่ามีพฤติกรรมต้องสงสัยชัดเจน และสามารถแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โดยจะถูกระงับการรับโอนเงินจากภายนอก และอาจถูกยกระดับเป็นม้าเทาหากมีการแจ้งความ และ
  7. 7) บัญชีม้าน้ำตาลอ่อน เป็นบัญชีที่สถาบันการเงินมีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย หรือพบพฤติกรรมที่อาจเป็นการใช้บัญชีในลักษณะที่ไม่ปกติ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นบัญชีม้าอย่างแน่นอน บัญชีเหล่านี้จะถูกเฝ้าระวังและตรวจสอบเพิ่มเติม ธนาคารจะตรวจจับบัญชีม้าน้ำตาลอ่อนได้จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการทำธุรกรรม เช่น การรับโอนเงินจากหลายบัญชีในจำนวนเงินที่คล้ายกัน การถอนเงินทันทีหลังจากรับโอน การทำธุรกรรมในเวลาที่ผิดปกติ หรือการใช้งานที่ไม่สอดคล้องกับเจ้าของบัญชี

ต่อมาได้มีการออกกฎหมายเพื่อควบคุม ป้องกัน และจัดการอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ไซเบอร์) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพัฒนาการหลากหลายรูปแบบจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยได้มีการออก “พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568” ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เครือข่ายโทรศัพท์ และสถาบันการเงิน มีส่วนรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหาย และให้คณะกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินสามารถพิจารณาคืนเงินแก่ผู้เสียหายได้ โดยไม่ต้องรอให้มีการยื่นฟ้องคดีต่อศาลจนมีคำสั่งถึงที่สุดก่อน นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้กฎหมายฉบับนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงอาชญากรรมออนไลน์ต่าง ๆ โดยพระราชกำหนดฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 สำหรับโทษตามกฎหมายในกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าเป็นไปตามพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และแก้ไข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 กำหนดโทษสำหรับผู้ที่เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญา โดยเพิ่มความเข้มข้น จากเดิม ดังนี้

โทษสำหรับบุคคลธรรมดา

  1. 1.ผู้ที่เปิดบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้อื่นใช้ โดยรู้หรือควรรู้ว่าจะใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2-5 ปี หรือปรับ 200,000-500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  2. 2.หากเป็นการจัดหา จัดจำหน่าย หรือแสวงหาประโยชน์จากบัญชีม้า โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ 500,000 บาท

โทษสำหรับนิติบุคคล

สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฝ่าฝืน มีโทษปรับหนัก โดยผู้แทนนิติบุคคลรับโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอัตราโทษปรับสูงกว่าบุคคลธรรมดาถึง 5 เท่า กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 13 เมษายน 2568 เพื่อปราบปรามการใช้บัญชีม้าในอาชญากรรมออนไลน์ เช่น การฟอกเงินและฉ้อโกง

ปัจจุบันบัญชีม้าถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชญากรรมอย่างมาก โดยมีลักษณะเป็นเครือข่ายวงจรอาชญากรรม เป็นภัยคุกคามประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ นอกจากการดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้เปิดบัญชีม้าและผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ภาครัฐควรพัฒนาแนวทางในการสื่อสารให้ชัดเจนและทั่วถึง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทำการป้องกันและแก้ไข โดยประชาสัมพันธ์ให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ปัญหาจากอาชญากรรมบัญชีม้าลดลงและหมดไปจากสังคมไทย