ภายใต้บริบทประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอาเซียนฉบับใหม่ (ASEAN Economic Community Strategic Plan 2026 - 2030) กำหนดให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นวัตกรรม และความแข็งแกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์เพื่อการบูรณาการระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างยั่งยืน การพลิกโฉมทางดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของภูมิภาคโดยเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ การพัฒนาทักษะดิจิทัลภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าวทำให้ประชาคมอาเซียนเปิดกว้างทางการค้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน
นับตั้งแต่ปี 2023-2025 ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ในประเทศมาเลเซีย กฎหมายศุลกากร เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ในประเทศเวียดนามและมาเลเซีย เป็นต้น โดยในการพัฒนากฎหมายของประชาคมอาเซียนมี 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับที่หนึ่ง แต่ละประเทศต้องรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงอาเซียนและวิเคราะห์ให้ได้ว่า หลักเกณฑ์ของแต่ละประเทศมีขีดจำกัดเป็นไปตามข้อตกลงอาเซียนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการรวบรวมกฎหมายเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายแต่ละประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการที่อาเซียนต้องการ ระดับที่สอง เป็นการพัฒนากฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของประชาคมอาเซียน อำนาจในการออกกฎหมายหรือมาตรการเพื่อให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติ เช่น อำนาจในการเจรจาแทนทุกประเทศ และเป็นตัวแทนของประชาคมอาเซียนในการเจรจากับประเทศอื่นนอกอาเซียน และการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกอาเซียนในปัจจุบันมีกฎระเบียบเพื่อสร้าง “ตลาดและฐานการผลิตเดียว” โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายในฐานะภาคีอาเซียน ได้แก่
สำหรับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมให้มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในโลกและภูมิภาคต่าง ๆ อีกทั้งการเพิ่มความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประชาคมอาเซียนร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับพลวัตของโลกในปี 2569 บริบทและเป้าหมายของประชาคมอาเซียน ประเทศไทยจึงควรมีการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้
ภายหลังจากปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลดีต่อประเทศไทย คือ 1) การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และบริการดิจิทัล เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใน “จุดยุทธศาสตร์” ของอาเซียน สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม หรือ CLMV ให้เข้ากับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) กฎหมายเอื้อต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) จะช่วยลดต้นทุนแฝงให้กับ SMEs ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) และสิทธิประโยชน์ของอาเซียนได้จริง ไม่ใช่เพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์
การปรับปรุงระบบกฎหมายเศรษฐกิจและการค้าของประชาคมอาเซียนจะเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการค้าเสรี เพื่อสร้างช่องทางในการค้าและคุ้มครองการลงทุนในทุกรูปแบบสำหรับนักลงทุนทุกประเภท รวมทั้งการปรับใช้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นการอำนวยความสะดวกและการให้ความร่วมมือด้านการลงทุน การสนับสนุนการเปิดเสรีด้านการลงทุน และเป็นการพัฒนากฎหมายให้เป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างแท้จริง
Copyright © 2022 National Assembly Library of Thailand
The Secretariat of the House of Representatives
1111 Samsen Road, Thanon Nakhon Chai Si, Dusit, Bangkok 10300, THAILAND
Tel: +66(0) 2242 5900 ex 5714, 5715, 5721-22 Fax: +66(0) 2242 5990
E-mail: library@parliament.go.th