ประชาคมอาเซียนกับการปรับปรุงกฎหมายด้านเศรษฐกิจและการค้า

ผู้เรียบเรียง :
อัญชลี จวงจันทร์, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยและพัฒนา สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-03
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ภายใต้บริบทประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ในปี 2026 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอาเซียนฉบับใหม่ (ASEAN Economic Community Strategic Plan 2026 - 2030) กำหนดให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล นวัตกรรม และความแข็งแกร่งที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์เพื่อการบูรณาการระดับภูมิภาคและการเติบโตอย่างยั่งยืน การพลิกโฉมทางดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันในอนาคตของภูมิภาคโดยเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ การพัฒนาทักษะดิจิทัลภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าวทำให้ประชาคมอาเซียนเปิดกว้างทางการค้ามากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน

นับตั้งแต่ปี 2023-2025 ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้มีการปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ ในประเทศมาเลเซีย กฎหมายศุลกากร เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ในประเทศเวียดนามและมาเลเซีย เป็นต้น โดยในการพัฒนากฎหมายของประชาคมอาเซียนมี 2 ระดับ กล่าวคือ ระดับที่หนึ่ง แต่ละประเทศต้องรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงอาเซียนและวิเคราะห์ให้ได้ว่า หลักเกณฑ์ของแต่ละประเทศมีขีดจำกัดเป็นไปตามข้อตกลงอาเซียนหรือไม่ เพียงใด ซึ่งการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการรวบรวมกฎหมายเพื่อทำความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายแต่ละประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการที่อาเซียนต้องการ ระดับที่สอง เป็นการพัฒนากฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของประชาคมอาเซียน อำนาจในการออกกฎหมายหรือมาตรการเพื่อให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติ เช่น อำนาจในการเจรจาแทนทุกประเทศ และเป็นตัวแทนของประชาคมอาเซียนในการเจรจากับประเทศอื่นนอกอาเซียน และการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศในประชาคมอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ประเทศสมาชิกอาเซียนในปัจจุบันมีกฎระเบียบเพื่อสร้าง “ตลาดและฐานการผลิตเดียว” โดยได้มีการปรับปรุงกฎหมายในฐานะภาคีอาเซียน ได้แก่

  1. 1) กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อคุ้มครองเจ้าของข้อมูลและกำหนดมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล
  2. 2) กฎหมายกำกับดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและภาษีคาร์บอน เพื่อให้สินค้าที่ประเทศผลิตสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้โดยไม่ถูกกีดกัน และ
  3. 3) การปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อป้องกันการผูกขาดในยุค "เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม" และเพื่อให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs (Small and Medium Enterprises) สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านและสินค้าข้ามชาติที่ได้อย่างเป็นธรรม

สำหรับประเทศไทย ในฐานะที่เป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมให้มีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศในโลกและภูมิภาคต่าง ๆ อีกทั้งการเพิ่มความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเป้าหมายของประชาคมอาเซียนร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับพลวัตของโลกในปี 2569 บริบทและเป้าหมายของประชาคมอาเซียน ประเทศไทยจึงควรมีการปรับปรุงกฎหมาย ดังนี้

  1. 1. กฎหมายด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์และกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมทางการเงินและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างระบบเศรษฐกิจที่ดึงดูดบริษัทระดับโลกให้มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย
  2. 2. กฎหมายด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกฎหมายภาษีคาร์บอน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับเรื่องการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นมาตรฐานสากล ซึ่งกฎหมายนี้จะช่วยสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือ
  3. 3. กฎหมายด้านการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งกฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยสามารถเติบโตแข่งกับทุนข้ามชาติได้

ภายหลังจากปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จะส่งผลดีต่อประเทศไทย คือ 1) การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และบริการดิจิทัล เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใน “จุดยุทธศาสตร์” ของอาเซียน สามารถเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของไทย 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม หรือ CLMV ให้เข้ากับตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) กฎหมายเอื้อต่อการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) จะช่วยลดต้นทุนแฝงให้กับ SMEs ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) และสิทธิประโยชน์ของอาเซียนได้จริง ไม่ใช่เพียงธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์

การปรับปรุงระบบกฎหมายเศรษฐกิจและการค้าของประชาคมอาเซียนจะเป็นการอำนวยความสะดวกด้านการค้าเสรี เพื่อสร้างช่องทางในการค้าและคุ้มครองการลงทุนในทุกรูปแบบสำหรับนักลงทุนทุกประเภท รวมทั้งการปรับใช้หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นการอำนวยความสะดวกและการให้ความร่วมมือด้านการลงทุน การสนับสนุนการเปิดเสรีด้านการลงทุน และเป็นการพัฒนากฎหมายให้เป็นไปตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างแท้จริง