สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขตามกฎหมายไทย

ผู้เรียบเรียง :
สุเมฆ จีรชัยสิริ, นิติกรชำนาญการ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-08
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองในกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491 (Universal Declaration of Human Rights) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พ.ศ. 2509 (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR) ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินมาตรการเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่เพียงพอและมีคุณภาพ 

สำหรับสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในบริบทของประเทศไทย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้รับรองสิทธิไว้ในมาตรา 47 กำหนดว่า บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐ โดยบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐและบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการให้สถานะของสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 มาตรา 55 ได้กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง รวมถึงเสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค 

การกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แสดงให้เห็นว่ารัฐต้องดำเนินการเพื่อส่งเสริมและรับรองสิทธิในการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน ทั้งยังเป็นหลักการพื้นฐานในการตรากฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสาธารณสุขด้วย เช่น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนทุกคนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สิทธิประกันสุขภาพอื่น เช่น สวัสดิการข้าราชการ หรือประกันสังคม ได้รับการคุ้มครองด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียมโดยมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมบริการการเสริมสร้างสุขภาพและการป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การตรวจและการบริการทางการแพทย์ การทำคลอด การฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจ โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ที่หน่วยบริการประจำของตน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และยังกำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยมีอำนาจหน้าที่สำคัญ เช่น การบริหารงบประมาณ จัดระบบบริการและติดตามคุณภาพของหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขไทย ยังมีการใช้บังคับพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีความสำคัญในการรับรองสิทธิของแรงงานในระบบ โดยเฉพาะลูกจ้างที่จ่ายเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมตามหลักเกณฑ์จะมีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานตามมาตรา 63 และกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือคู่สมรสตามมาตรา 65 รวมถึงกรณีทุพพลภาพตามมาตรา 70 โดยให้รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ร่วมกันจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม

นอกจากนั้น กฎหมายอีกหลายฉบับมีบทบัญญัติในการกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการควบคุมระบบบริการสาธารณสุขให้มีมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างปลอดภัย เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 7 กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26 ที่มีบทบัญญัติในการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของบุคคล ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา

กล่าวได้ว่า ระบบกฎหมายไทยได้วางรากฐานและกลไกสำคัญเพื่อประกันสิทธิของประชาชนในด้านสุขภาพไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมถึงการตรากฎหมายลำดับรอง เช่น พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการควบคุมระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งล้วนมีบทบาทในการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถได้รับสิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ปลอดภัย และได้มาตรฐาน