จากเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ถือเป็นหนึ่งในอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นับตั้งแต่เหตุการณ์ในปี 2543 โดยในครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตและสร้างความเสียหายมูลค่ารวมหลายพันล้านบาท วิกฤตดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ภาคส่วนต่าง ๆ ต้องนำมาทบทวนและปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเกี่ยวกับแนวทางการจัดการน้ำและภัยพิบัติของประเทศ โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงจากการเกิดน้ำท่วมของอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในครั้งนี้ คือ
แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังขาดการวางแผนรับมือและเตรียมการทำให้การดำเนินงานไม่ทันท่วงที รวมถึงการประสานงานระหว่างจังหวัดกับส่วนกลางยังเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
จากเหตุการณ์อุทกภัยดังกล่าวทำให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภาได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ และแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวมและพื้นที่วิกฤต กรณีศึกษาการเกิดวิกฤตการณ์อุทกภัยจังหวัดสงขลาโดยในที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมาธิการการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ มลพิษและสิ่งแวดล้อมในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษาและพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้าน อีกทั้งกรณีการเกิดวิกฤตอุทกภัยในจังหวัดสงขลา ที่ประชุมได้ขอให้คณะทำงานฯ และคณะอนุกรรมาธิการฯ พิจารณาศึกษาครอบคลุมประเด็น ประกอบด้วย สาเหตุของการเกิดอุทกภัย มาตรการเตรียมพร้อมและป้องกันการให้ความช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุ การฟื้นฟูหลังเกิดเหตุอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาระยะยาวเชิงระบบทั้งการวางผังเมืองใหม่ การปรับปรุงโครงข่ายน้ำประตูระบายน้ำ การพัฒนาขีดความสามารถให้องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสนับสนุนนวัตกรรมด้านการกู้ภัยและระบบสื่อสาร
ทั้งนี้ ในอดีตมีหลายประเทศที่ได้นำแนวทางการจัดการน้ำเพื่อแก้ไขและรับมือกับปัญหาอุทกภัยมาใช้จนประสบความสำเร็จสามารถเป็นต้นแบบประเทศที่เปลี่ยนจากเมืองที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมจนกลายเป็นเมืองปลอดน้ำท่วม เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้ดำเนินนโยบายคืนพื้นที่ให้แม่น้ำ (Room for the River) ด้วยวิธีการขยายพื้นที่รับน้ำ การสร้างทางน้ำเลี่ยงเมืองเพื่อไม่ให้ปริมาณน้ำผ่านใจกลางเมืองและการย้ายบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น มีโครงการขุดอุโมงค์ระบายน้ำท่วมใต้ดิน อีกทั้งยังนำระบบ Digital Twin มาใช้สำหรับการจัดการน้ำท่วม โดยสามารถจำลองปริมาณน้ำฝน การไหลของน้ำในแม่น้ำเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม และสามารถวางแผนอพยพประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสาธารณรัฐเกาหลี ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูคลองชองกเยชอน (Cheonggyecheon Stream) โดยทำการออกแบบสร้างกระแสน้ำธรรมชาติ ทางเท้าริมตลิ่ง และระบบจัดการน้ำท่วมที่สามารถเติมน้ำเข้าสู่พื้นที่และมีการระบายออกเพื่อรักษาระดับน้ำให้เท่ากันได้ตลอดทั้งปี
ดังนั้น แนวทางการจัดการน้ำของประเทศไทย ทั้งในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัยอย่างอำเภอหาดใหญ่จังหวัดสงขลา และพื้นที่เกิดอุทกภัยและน้ำท่วมซ้ำซาก จำเป็นต้องได้รับการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและ ครบวงจรทั้งลุ่มน้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งควรนำแนวทางการจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์อากาศและปริมาณน้ำฝน เช่น ระบบ Digital Twin เพื่อจำลองความเสี่ยงน้ำท่วม ระบบเซนเซอร์น้ำที่มีการแสดงผลทันที การใช้ระบบคาดการณ์ปริมาณน้ำและสั่งงานปิดเปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ และการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วมระดับชุมชน (Flood Risk Map) ที่มีการปรับปรุงข้อมูลแบบรายวัน ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบจัดการน้ำเพื่อการป้องกันและแก้ไข รวมทั้งการเตรียมความพร้อมและปรับตัวกับปัญหาน้ำท่วมในยุคสมัยปัจจุบันที่มีความรุนแรงจากทั้งภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th