มาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของข่าวปลอม

ผู้เรียบเรียง :
อาริยา สุขโต, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-02
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

กระแสข่าวปลอม หรือ Fake News ปรากฏมากขึ้นในยุคปัจจุบันที่โลกอยู่บนอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีที่ทันสมัยผสมผสานกับแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้การส่งต่อข้อมูลเป็นไปอย่างอิสระ รวดเร็ว และกว้างขวางเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคข่าวสารของคนยุคดิจิทัล สภาวะดังกล่าวมีช่องว่างให้ข่าวปลอมแพร่กระจายในวงกว้างและเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่ผ่านมาได้เกิดปรากฏการณ์ที่ข้อมูลข่าวสารจำนวนมากถูกส่งต่อและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ เพื่อตอบสนองความตื่นตระหนกความวิตกกังวลและข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับโรคอุบัติใหม่ จากสถานการณ์ดังกล่าวองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) จัดให้ข่าวปลอมเป็นภัยร้ายแรงต่อสุขภาพรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากทำให้ผู้รับข้อมูลข่าวสารเกิดความเข้าใจผิดต่อโรคภัยและสุขภาพ ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต

ปัจจุบันข่าวปลอมในประเทศไทยมีหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ขั้นสูงมาใช้สร้างภาพวิดีโอและเสียงปลอม ซึ่งทำให้แยกแยะได้ยากขึ้น โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้มีการรวบรวมข้อมูลกลุ่มข่าวปลอม 5 กลุ่มที่มีการส่งต่อมากที่สุด คือ

  1. 1) กลุ่มข่าวนโยบายรัฐ
  2. 2) กลุ่มข่าวภัยพิบัติกลุ่ม
  3. 3) ข่าวสุขภาพ
  4. 4) กลุ่มข่าวเศรษฐกิจ และ
  5. 5) กลุ่มข่าวอาชญากรรมออนไลน์

ดยข่าวปลอมเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อทั้งระดับบุคคลและสังคม

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2562 ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อดำเนินการตรวจสอบข่าวสารบนสื่อสังคมออนไลน์ ตรวจจับข่าวปลอม และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาข่าวปลอมที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันรัฐสภาโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ติดตามและตรวจสอบการปราบปรามข่าวปลอมของรัฐบาล รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว โดยมีการตั้งกระทู้ถามสดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของข่าวปลอมซึ่งสร้างความแตกแยกเกลียดชังในสังคม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หากรัฐบาลจัดการกับข่าวปลอมโดยเลือกข้างทางการเมือง และไม่เป็นธรรม อาจเป็นการต่อต้านการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตได้

นอกจากการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมเพื่อเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว การจัดการกับปัญหาข่าวปลอมในปัจจุบันจำเป็นต้องใช้การป้องกันเชิงรุกและแบบบูรณาการโดยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน สำหรับมาตรการสำคัญที่มีการนำมาใช้เพิ่มเติม ได้แก่

  1. 1) มาตรการทางกฎหมายทั้งกฎหมายอาญาและกฎหมายเฉพาะ เพื่อป้องกัน แก้ไข และดำเนินการกับผู้ที่สร้าง ผู้เผยแพร่และส่งต่อข่าวปลอม โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติที่นำมาใช้กับข่าวปลอมที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์และก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะหรือความมั่นคง ส่วนประมวลกฎหมายอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทนำมาใช้กับกรณีข่าวปลอมนั้นทำให้ตัวบุคคลหรือองค์กรเสียชื่อเสียง หรือการปล่อยข่าวปลอมที่เป็นเหตุให้ประชาชนตื่นตกใจ ส่วนมาตรการทางแพ่ง ผู้เสียหายโดยตรงสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้สร้างหรือเผยแพร่ข่าวปลอมและเรียกร้องให้แก้ไข ชี้แจง หรือขอโทษต่อสาธารณะ
  2. 2) มาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล ภาครัฐได้มุ่งเน้นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยกำหนดให้มีมาตรการจัดการกับเนื้อหาที่ผิดกฎหมายและการจัดการเชิงรุก เช่น แจ้งเตือนความเสี่ยง และการมีกลไกรับเรื่องร้องเรียนและเยียวยา พร้อมทั้งเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง และ
  3. 3) มาตรการเชิงป้องกัน โดยการจัดตั้งโครงต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อหรือสร้างค่านิยมให้ประชาชนคิดวิเคราะห์ สังเกต และไตร่ตรองอย่างรอบคอบเสมอก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นและส่งต่อข้อมูล

ด้วยเหตุนี้ การจัดการข่าวปลอมของภาครัฐจึงเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องประชาชนจากข้อมูลบิดเบือน และสร้างสิ่งแวดล้อมดิจิทัลที่ปลอดภัย โดยไม่กระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน