ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI ถือเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีอุบัติใหม่ที่มุ่งสร้างระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถจำลองหรือเลียนแบบความสามารถของมนุษย์ในการคิด วิเคราะห์ เรียนรู้และตัดสินใจ โดยอาศัยชุดคำสั่งหรืออัลกอริทึมที่พัฒนาขึ้นจากหลักคณิตศาสตร์และสถิติ ประกอบกับการใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) และการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ทำให้ระบบสามารถประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และปรับตัวตามข้อมูลใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน AI ถูกนำมาใช้เป็นกลไกสนับสนุนเป้าหมายในทุกมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ไม่ว่าจะเป็นการลดความยากจน การยกระดับคุณภาพการศึกษา การเพิ่มประสิทธิภาพด้านสาธารณสุขหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI ย่อมนำมาซึ่งความท้าทายเชิงกฎหมายและจริยธรรมในหลายมิติโดยเฉพาะปัญหาอคติของข้อมูล (Data Bias) ที่ AI อาจเรียนรู้จากชุดข้อมูลที่มีความไม่สมดุลและนำไปสู่การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม รวมถึงประเด็นความโปร่งใสและความสามารถในการอธิบายผลลัพธ์ (Explainability) ซึ่งในหลายกรณีระบบ AI ไม่สามารถแสดงเหตุผลของการตัดสินใจได้อย่างชัดเจน อันอาจขัดต่อหลักความยุติธรรมและสิทธิการได้รับแจ้ง (Right to be Informed) นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการคุ้มครองสิทธิและความเป็นส่วนตัวจากการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการวิเคราะห์โดยไม่ได้รับความยินยอม ทำให้ “กฎหมายและธรรมาภิบาล” กลายเป็นกรอบสำคัญที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการส่งเสริมนวัตกรรม
ทางเทคโนโลยี
แม้ประเทศไทยได้ตระหนักและให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยมีการกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์และแผนงานต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินงานโดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมเกิดผลสัมฤทธิ์ แต่ปัจจุบันนโยบายด้านกฎหมายและการคุ้มครองเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่บังคับใช้อยู่ยังไม่สอดคล้องและไม่เท่าทันต่อการพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 จึงได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยได้เสนอญัตติในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมจำนวน 3 ฉบับ และเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางในการควบคุมและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และจากการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ พบว่า ควรตราพระราชบัญญัติปัญญาประดิษฐ์เพื่อการกำหนดระเบียบข้อบังคับ และจัดตั้งองค์กรด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อกำกับดูแล สนับสนุน และกำหนดมาตรฐานและการทดสอบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อป้องกันปัญหาการบิดเบือน อคติ หรือการหลอกลวงอันเป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สิน ตลอดจนการเป็นศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
ต่อมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้จัดทำร่างหลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย จำนวน 2 ครั้ง ในช่วงเวลาตั้งแต่พฤษภาคม 2568-มิถุนายน 2568 แล้ว และจากข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังอยู่ระหว่างสรุปผลการรับฟังความเห็น
ดังนั้น ในอนาคตหากมีการดำเนินการไปสู่ขั้นตอนการออกกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาใช้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศอย่างมาก เพื่อจะได้กำหนดกรอบกฎหมายและธรรมาภิบาล ด้านปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสม ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ จะช่วยให้การพัฒนา AI ของประเทศไทยสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน ภายใต้การกำกับดูแลที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลดความเสี่ยงเชิงสังคม และสอดคล้องกับหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมดิจิทัลที่มีความรับผิดชอบ โปร่งใส และเป็นธรรม
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th