สถาบันการเงินและบริษัทมือถือกับความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับความเสียหาย จากกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้เรียบเรียง :
อาริยา สุขโต, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 2 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-05
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยนับตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2566 พบความเสียหายทางการเงินกว่า 4.3 หมื่นล้านบาท ปัญหาสำคัญของเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คือ กระบวนการป้องกันและรับผิดชอบความเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อปลายปี 2566 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตั้งศูนย์ต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ เพื่อปฏิบัติการพิเศษเฉพาะกิจให้บริการแบบศูนย์รวม One Stop Service รับแจ้งและติดตามช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังจัดตั้งศูนย์เพียง 1 เดือน สามารถอายัดบัญชีธนาคารได้ 7,996 บัญชี เป็นบัญชีคดีหลอกลวงให้ซื้อสินค้าสูงที่สุดถึง ร้อยละ 44.8 รองลงมา คือ การหลอกลวงหารายได้พิเศษ ร้อยละ 13.2 หลอกลวงให้ลงทุน ร้อยละ 8.6 หลอกให้กู้เงิน ร้อยละ 7.8 และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ร้อยละ 7.2 ในการปฏิบัติหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ชุดปัจจุบัน ได้มีการติดตามปัญหาความเดือดร้อนอันมีสาเหตุจากอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ โดยกระบวนการทางรัฐสภาอันเป็นบทบาทหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบฝ่ายบริหารด้วยการยื่นกระทู้ถามสดด้วยวาจา 3 ครั้ง กระทู้ถามทั่วไป 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 5 ครั้ง และปรากฏในการอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีแบบไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการจัดการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วย 

แม้ว่าแนวนโยบายบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย จะกำหนดให้เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคในกรณีภัยทางการเงินที่ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือบกพร่องของธนาคาร แต่การเยียวยาก็ยังไม่เป็นไปตามที่กำหนด และผู้บริโภคยังคงต้องฟ้องดำเนินคดีกับธนาคารเพื่อเรียกเงินคืนเอง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงตราพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้หน่วยงานของเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดในความเสียหาย ซึ่งหน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำหนดมาตรฐานหรือมาตรการที่เกี่ยวข้องในการควบคุมกำกับดูแล เพื่อให้หน่วยงานของเอกชนเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่และเป็นมาตรการที่จะช่วยเยียวยาผู้เสียหายได้ โดยครอบคลุมผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ หรือสถาบันการเงินต้องร่วมรับผิดชอบและเยียวยาเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทั้งนี้ ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 คือ การกำหนดกลไกให้ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบริการการชำระเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม (telco) ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (social platform) และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องยกระดับมาตรฐานการดูแลลูกค้า และร่วมชดเชยความเสียหาย โดยมาตรการของสถาบันการเงินในการดำเนินการอันเป็นความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับความเสียหายจากกรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประกอบด้วยการเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถสั่งการให้ธนาคารหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ดำเนินการอายัดบัญชี ระงับซิม หยุดธุรกรรม หรือขอข้อมูลจากผู้ให้บริการได้ทันที ทำให้กระบวนการคืนเงินแก่ผู้เสียหายสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอศาล ถ้าประชาชนถูกหลอกให้โอนเงินจากมิจฉาชีพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ธนาคาร ฯลฯ ต้องร่วมมือกันส่งรายงานข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบ หากพบว่าเงินในบัญชีมีความเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินในบัญชีที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริการเครือข่ายมือถือและแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม มีหน้าที่ตรวจสอบและคัดกรองข้อความ SMS ที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ต้องมีส่วนร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน และต้องมีมาตรการป้องกันซิมที่ลงทะเบียนไม่ถูกต้อง อีกทั้งค่ายมือถือต้องให้ข้อมูลตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เช่น หมายเลขผู้ใช้ การใช้ SMS หลอกลวง ฯลฯ หากไม่ปฏิบัติตามมีโทษเช่นเดียวกับสถาบันการเงิน เว้นแต่ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มออนไลน์ (รวมถึงสถาบันการเงิน) จะพิสูจน์ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลแล้ว

จากการประกาศใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับนี้ จะช่วยให้ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์เกิดความเชื่อมั่นกับการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐและทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง มีความปลอดภัยในการใช้บริการโทรศัพท์หรือโทรคมนาคม การทำธุรกรรมด้านการเงิน และกรณีที่ประชาชนเป็นผู้เสียหายจะได้รับการช่วยเหลือและติดตามเส้นทางการเงินเพื่อนำเงินมาคืนได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งจะส่งผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนานาประเทศต่อการดำเนินการของไทย และช่วยลดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย