พระภิกษุกับการรับมรดก

ผู้เรียบเรียง :
นฐมลย์ พงษ์รอจน์, วิทยากรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 1 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2568-11
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้ความเป็นอิสระหรือเสรีภาพแก่บุคคลในการนับถือศาสนา รวมถึงการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน สำหรับศาสนาพุทธถือเป็นศาสนาที่อยู่เคียงคู่กับสถาบันหลักของประเทศไทยมาโดยตลอดนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีพระภิกษุเป็นผู้ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ศาสนา

ราชบัณฑิตยสถานได้ให้นิยามของคำว่า “ภิกษุ” ว่าหมายถึง ชายที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา “ภิกษุ” ในภาษาสันสกฤต มีความหมายเดียวกับ “ภิกฺขุ” ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า ผู้ขอ คือ ผู้สละตน สละทรัพย์สมบัติจากการครองเรือน (นักบวช) เพื่ออุทิศตนบำเพ็ญธรรม และยังให้ผู้อื่นถึงซึ่งกุศลด้วยการออกขอภัตตาหารของผู้อื่น คำว่าภิกษุนี้จึงมีความหมายสมบูรณ์รวมไว้หมดทั้งวิถีชีวิตและการปฏิบัติเพื่อละกิเลสทั้งมวล ดังนั้น พระภิกษุจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ต่างจากคฤหัสถ์ด้วยการอุปสมบท ละจากเพศฆราวาส สละความเกี่ยวโยงทั้งหลายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ ทรัพย์สมบัติ และยศถาบรรดาศักดิ์ที่เคยมีเคยเป็นเพื่อเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ในการครองเพศบรรพชิตใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ในพระบวรพุทธศาสนา

ส่วน “มรดก” นั้นตามความเข้าใจทั่วไปย่อมหมายถึง ทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่มีค่า มีราคา เมื่อพระภิกษุต้องมาดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับมรดกย่อมส่งผลให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้นโดยธรรมชาติจากสังคม เพราะพระภิกษุซึ่งเป็นผู้ที่สละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ย่อมไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม พระภิกษุอาจต้องมาเกี่ยวพันกับทรัพย์มรดก เนื่องจากการอุปสมบทเป็นพระภิกษุไม่ได้ทำให้พระภิกษุนั้นสูญเสียสิทธิในการรับมรดกตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะทายาทโดยธรรมหรือโดยการเป็นผู้รับพินัยกรรม การรับมรดกของพระภิกษุเป็นไปตามมาตรา 1622 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งได้บัญญัติว่า “พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้” อธิบายได้ว่า พระภิกษุสามารถรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมและทายาทตามพินัยกรรมได้ รวมถึงการรับมรดกในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาให้พระภิกษุซึ่งอยู่ในฐานะจำเลยเป็นผู้มีส่วนแบ่งในมรดกหรือแม้กระทั่งการใช้สิทธิอย่างอื่น อาทิ การเรียกเอาทรัพย์สินจากบุคคลภายนอกที่ยึดถือเอาไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การตกลงกับทายาทอื่นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกได้โดยไม่จำเป็นต้องลาสิกขาบทหรือสึกจากสมณเพศก่อน เว้นแต่เฉพาะกรณีที่พระภิกษุมีความประสงค์จะฟ้องเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะทายาทโดยธรรม พระภิกษุนั้นต้องลาสิกขาบทหรือสึกจากสมณเพศเสียก่อน จึงสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กฎหมายเรื่องมรดกที่เกี่ยวกับพระภิกษุ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีบัญญัติไว้เพียง 3 มาตรา คือ มาตรา 1622 มาตรา 1623 และมาตรา 1624 ซึ่งเปิดโอกาสให้พระภิกษุรับมรดกได้ และให้สามารถจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ รวมถึงทรัพย์มรดกได้ในระหว่างที่เป็นพระภิกษุ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยและเป็นธรรมแก่สังคมในองค์รวม แต่เนื่องจากลักษณะของทรัพย์สินที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต การที่กฎหมายเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามารถรับมรดกและจัดการทรัพย์สินที่ได้รับมาในระหว่างที่เป็นพระภิกษุได้นั้น ในบางกรณีอาจขัดกับพระวินัยที่ไม่อนุญาตให้พระภิกษุสะสมทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ตามโกสิยวรรค (โก-สิ-ยะ-วัก) สิกขาบทที่ 8 ที่ว่า “อนึ่ง ภิกษุใดรับก็ดีให้รับก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือยินดีทอง เงินอันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (นิด-สัก-คิ-ยะ-ปา-จิด-ตี)” ที่ถือเป็นอาบัติโทษเบาจากการละเมิดสิกขาบทประเภทลหุกาบัติ (ละ-หุ-กา-บัด) และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระภิกษุได้ จากกรณีดังกล่าว เมื่อเดือนสิงหาคม 2559 กรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาเคยยื่นหนังสือ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนั้น เพื่อเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าว โดยให้เหตุผลและความจำเป็นสรุปได้ว่า การที่กฎหมายเปิดช่องให้พระภิกษุเรียก รับ เสาะแสวง สะสมทรัพย์สินได้โดยถูกต้องตามกฎหมายนั้น ขัดแย้งกับพระธรรมวินัย และกระทบต่อศรัทธาของชาวพุทธ แต่ยังมิได้ข้อสรุป จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมายในเรื่องดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญและมีความละเอียดอ่อนค่อนข้างมาก จึงควรต้องมีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องกับพระวินัยและสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้พระภิกษุสามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องตามพระวินัย และช่วยสร้างความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนต่อพระภิกษุให้กลับคืนมา อันจะส่งผลให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคงยั่งยืนสืบไป