ทุเรียน ได้ชื่อว่าเป็นราชาผลไม้ ซึ่งมีที่มาหลายอย่างด้วยกัน เริ่มต้นจากด้านรูปลักษณ์ภายนอก ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีเปลือกหนามแหลมคมจึงทำให้หลายคนเปรียบเหมือนกับเป็นมงกุฎของพระราชา ส่วนด้านรสชาติ ทุเรียนจะมีรสหวานมันและมีกลิ่นรุนแรงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากคนที่ชอบจะบอกว่ากลิ่นทุเรียนนั้นหอม นอกจากรสชาติ ยังพบว่า เนื้อสัมผัสของทุเรียนก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยเนื้อสุก นิ่ม และเนื้อกรอบนอกนุ่มใน ได้รับความนิยมมากในระดับใกล้เคียงกัน ส่วนเนื้อไก่ฉีกซึ่งเป็นทุเรียนระยะแรกของเนื้อที่สามารถกินได้ จะมีความกรอบและรสชาติไม่หวานมาก ได้รับความนิยมรองลงมา สำหรับในด้านคุณประโยชน์ของโภชนาการ ทุเรียนจัดเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง วิตามินซี โพแทสเซียม และกรดอะมิโน จึงเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันอย่างดี ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพราะหากบริโภคเข้าไป นอกจากจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว อาจยังทำให้เกิดอาการร้อนในหรือรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวอีกด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ส่งเสริมให้ทุเรียนเป็นราชาผลไม้ นั่นคือ ทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจค่อนข้างสูงเพราะราคาของผลผลิตที่สูงกว่าผลไม้อื่นและให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนทุเรียนได้จำนวนมาก ซึ่งในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 34 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2557 มาเป็น 127 บาทต่อกิโลกรัมในปี 2567 ไม่เพียงแค่นั้น ทุเรียนยังมีศักยภาพในด้านการส่งออก ซึ่งในแต่ละปีสร้างมูลค่าให้ประเทศได้มากกว่าหนึ่งแสนล้านบาท โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามีมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดและทุเรียนแช่แข็ง มากถึง 157,550 ล้านบาท และเกือบทั้งหมดคือ ร้อยละ 97 ส่งออกไปจีน หรือกล่าวได้ว่า จีนคือตลาดนำเข้าทุเรียนไทยที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีความนิยมบริโภคทุเรียนไทยเพิ่มสูงมาก ส่งผลให้ตลาดการส่งออกทุเรียนไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำให้ทุเรียนได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาผลไม้”
กรมวิชาการเกษตรได้ศึกษาสายพันธุ์ของทุเรียนไทยพบว่า มีมากกว่า 500 สายพันธุ์ และพันธุ์ที่นิยมปลูกทางการค้า ได้แก่ พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ชะนี พันธุ์ก้านยาว พันธุ์กระดุม ซึ่งพื้นที่ปลูกทุเรียนที่สำคัญของไทยกระจายตัวในหลายภาค โดยจังหวัดที่มีผลผลิตสูงที่สุดคือ จันทบุรี ชุมพร และระยอง ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังมีจังหวัดสำคัญอื่น ๆ เช่น ตราด สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และยะลา รวมถึงพื้นที่ที่เริ่มปลูกมากขึ้น ในภาคเหนือ เช่น อุตรดิตถ์ พิษณุโลก ภาคกลาง เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี และภาคอีสาน เช่น ศรีสะเกษ ส่วนฤดูเก็บเกี่ยวผลทุเรียนเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี หลังจากนั้นผลผลิตจะเริ่มลดลง แต่ยังคงมีออกผลในบางพื้นที่
ทุเรียนไทยมีลักษณะโดดเด่นในหลายด้าน ด้านการผลิตและเพาะปลูก ได้แก่ มีความหลากหลายทางพันธุกรรมของทุเรียนสูง มีพันธุ์ทุเรียนที่เป็นที่ยอมรับของตลาด และมีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสามารถผลิตทุเรียนได้ทั้งในและนอกฤดูกาล ส่วนด้านการรวบรวมผลผลิตถึงการแปรรูป ได้แก่ มีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการคัดทุเรียนคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ทุเรียนแปรรูปของไทยมีคุณภาพดี มีความหลากหลาย สามารถส่งออกได้ตลอดทั้งปี แต่ในขณะเดียวกัน ทุเรียนไทยยังมีข้อด้อยและปัญหาที่สำคัญหลายประการ ได้แก่
จากปัญหาดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความสนใจและตระหนักในความเดือดร้อนของชาวสวนทุเรียน จึงได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการส่งเสริม พัฒนา แก้ไขปัญหาทุเรียนอย่างยั่งยืนทั้งระบบและยกร่างกฎหมายว่าด้วยทุเรียน ซึ่งในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้ส่งญัตติดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาศึกษาต่อไป
จะเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติให้ความสำคัญต่อชาวสวนทุเรียนและการกำกับดูแลผลิตผลทุเรียน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยทุเรียน ซึ่งทุเรียนนั้นไม่มีกฎหมายรายชนิดพืชระดับพระราชบัญญัติว่าด้วยทุเรียนเป็นการเฉพาะเพื่อการกำกับดูแลและการบริหารจัดการผลผลิตทั้งระบบ แต่ทุเรียนมีกฎหมายเกี่ยวกับพืชทั่วไปใช้กำกับควบคุมดูแล อาทิ พระราชบัญญัติกักพืช พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และทุเรียนยังมีกฎหมายที่กำกับดูแลเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้อง เช่น มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรทุเรียนและหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เรียกว่า จีเอพี (GAP) ทุเรียน มีข้อกำหนดหลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 มีการใช้มาตรการทางปกครองและมาตรการทางกฎหมายด้วยการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากผู้จำหน่ายทุเรียนอ่อนหรือทุเรียนด้อยคุณภาพ รวมถึงการกำกับดูแลการส่งออกทุเรียนสดไปนอกราชอาณาจักร ดังนั้น หากมีการยกร่างพระราชบัญญัติทุเรียนขึ้นมา ควรมีสาระสำคัญเกี่ยวกับ การจัดตั้งกองทุนทุเรียนเพื่อให้การส่งเสริมการส่งออกและการแปรรูป ตลอดจนช่วยเหลือผู้ขอรับการสนับสนุนได้อย่างทั่วถึง โดยให้มีคณะกรรมการทุเรียนมีหน้าที่บริหารจัดการกองทุนทุเรียน และจัดทำแผนพัฒนาทุเรียนทั้งระบบ เช่นนั้นแล้ว พระราชบัญญัติทุเรียนจะเป็นการพัฒนาทุเรียนไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืนได้ สามารถพัฒนาการผลิตทุเรียนไทยให้มีคุณภาพและพัฒนาศักยภาพชาวสวนทุเรียนให้แข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อให้ “ทุเรียน” จะคงเป็น “ราชาผลไม้” ตลอดไป
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th