พัฒนาการการปรับตัวทางการเมืองของกลุ่มอำนาจท้องถิ่นภายหลังการผนวกดินแดนของสยาม (พ.ศ. 2442-2547) : กรณีศึกษา ตระกูล ณ เชียงใหม่

ชื่อเรื่องในภาษาอื่น :
Development of Political Adjustment of Local Power Groups After the Thai Kingdom’s Annexation Policy (B.E. 2442-2547): A Case Study of the Na Chiang Mai Family
ผู้แต่ง :
เบญจวรรณ บุญโทแสง
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จำนวนหน้า :
387
ปีที่เผยแพร่ :
2550
ประเภท :
งานวิจัยโดยนิสิต/นักศึกษา
ผู้ให้ทุน/ผู้สนับสนุน :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
รายละเอียด

ปริญญาบัตร : รัฐศาสตรมหาบัณฑิต (การเมืองและการปกครอง)
อาจารย์ที่ปรึกษา : รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

บทคัดย่อ/เนื้อเรื่องย่อ :

 

การศึกษาเรื่อง "พัฒนาการการปรับตัวทางการเมืองของกลุ่มอำนาจท้องถิ่น ภายหลังการผนวกดินแดนของสยาม (พ.ศ. 2442-2547): กรณีศึกษาตระกูล ณ เชียงไหม่" มีสมติฐานว่านโยบายการจัดระบบรัฐใหม่ของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ก่อให้เกิดการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างสูง และลิดรอนบทบาทอำนาจของเจ้านายในตระกูล ณ เชียงใหม่อย่างรุนแรง ส่งผลให้อำนาจของตระกูล ณ เชียงใหม่เสื่อมสลาย และได้เกิดการปรับตัวเพื่อรักษาความเป็นชนชั้นนำของสังคมไว้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะปัจเจกบุคคล นอกจากนั้นการศึกษายังมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ กล่าวคือ ประการที่หนึ่ง เพื่อศึกษากระบวนการเสื่อมอำนาจ และปฏิกิริยาของตระกูล ณ เชียงใหม่ ต่อนโยบายการผนวกดินแดนของสยาม ประการที่สอง เพื่อศึกษาและวิเคราะห์พัฒนาการการปรับตัว ตลอดจนผลจากการปรับตัวของบุคคคลตระกูล ณ เชียงใหม่ เพื่อรักษาความเป็นชนชั้นนำ

ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ศึกษาได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งแหล่งข้อมูลทุติยภูมิซึ่งได้จากเอกสารและข้อมูลในภาคสนาม โดยอาศัยวิธีการสังเกตการณ์แบบไม่มีโครงสร้าง และวิธีการสัมภาษณ์ระดับลึกแบบมีโครงสร้าง การสัมกาษณ์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลในตระกูล ณ เชียงใหม่ ซึ่งจะใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และกลุ่มบุคคลอื่น ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้หรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลในตระกูล ณ เชียงใหม่ ผลการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมทั้งหมดมาวิเคราะห์สังคราะห์ โดยพรรณนาความตามวัตถุประสงค์การศึกษาและสมมติฐาน ภายใต้กรอบทฤษฎีและแนวความคิดเรื่องชนชั้นนําและแนวความคิดเกี่ยวกับการปรับตัว

ผลการศึกษาพบว่า เป็นไปในลักษณะสอดคล้องกับสมมติฐาน และสามารถตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ

ประการที่หนึ่ง นับตั้งแต่พระเจ้ากาวิละและพระอนุชาทั้ง 6 พระองค์ได้เข้าสวามิภักดิ์กับสยาม และสามารถยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้สำเร็จ เเชียงใหม่ก็มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของสยาม  การดำเนินโยบายของสยามต่อเมืองเชียงไหม่นั้นมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นตอน เริ่มจากการให้อิสระในการปกครองตนเองแก่เจ้าหลวงและบรรดาเจ้านายบุตรหลานภายได้เงื่อนไขที่ไม่เข้มงวด โดยอาศัยนโยบายผูกใจเจ้านายฝ่ายเหนือ ต่อมาจึงเริ่มเข้าแทรกแซงอำนาจท้องถิ่น และและดันการปฏิรูปด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะดำเนินการผนวกดินแดนเชียงใหม่ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามอย่างเต็มรูปแบบ ดินแดมของสยามได้ส่งผลให้อัตลักษณ์ท้องถิ่นถูกทำลาย และเกิดการก่อรูปสำนึกใหม่ขึ้นทดแทน นั่นคือ สำนึกความเป็นไทยร่วมกัน เพื่อความเป็นเอกภาพแห่งชาติ จนกระทั่งใน พ.ศ. 2475 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ เชียงใหม่จึงมีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ทำให้เจ้าหลวงและเจ้านายเชียงใหม่มีฐานะเป็นเพียงสามัญชนธรรมดา ภายใต้สกุล ณ เชียงใหม่สืบมาจนถึงปัจจุบัน

ประการที่สอง ตลอดการดำเนินนโขบายผนวกดินแดนอย่างเบ็ดเสร็จ กลุ่มเจ้าหลวงและเจ้านายบุตรหลานซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเดิมต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน อันนำมาสู่ความอ่อนแอทั้งในด้านการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม ปฏิกิริยาการแสดงออกอันเป็นกระบวนการตอบโต้อำนาจรัฐจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เจ้านายตระกูล ณ เชียงใหม่ก้าวเข้าสู่กระบวนการปรับตัวใน 2 ลักษณะควบคู่กัน เพื่อเป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จในการรักษาสถานภาพ กล่าวคือ การต่อสู้ เรียกร้อง ท้าทายอำนาจรัฐบาล และการดิ้นรนแสวงหาอำนาจอื่นมาทดแทนอำนาจเดิมที่สูญเสียไป จากการศึกษาการปรับตัวในลักษณะแรกพบว่ากลุ่มเจ้านายส่วนใหญ่มีวิธีต่อสู้เรียกร้องหลายรูปแบบ แต่เป็นไปไมลักษณะที่ประนีประนอม ไม่เข้มข้น และไม่หวังผลในทางปฏิบัติมากนัก ทำให้การต่อสู้ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามกลุ่มเจ้านายได้มีการปรับตัว โดยดิ้นรนแสวงหาอำนาจอื่นทดแทนอำนาจเดิมที่สูญเสียไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนตนเอง เพื่อแสวงหาช่องทางในการรักษาพื้นที่ทางสังคมให้ใกล้เคียงกับอดีตให้มากที่สุด

จากการศึกษากระบวนการการปรับตัวทางการเมืองของกลุ่มตระกูล ณ เชียงใหม่ พบว่า เมื่อสังคมอยู่ภายใต้การปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความสำเร็จในการปรับตัวของตระกูล ณ เชียงใหม่เพื่อรักษาความเป็นชนชั้นนำให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านชาติกำเนิด ความเป็นเจ้านาย สืบเชื้อสายตรง และการมีบิดามารดาเป็นเจ้าด้วยกันทั้งคู่ แต่สำหรับสังคมประชาธิปไตย ชนชั้นชั้นนำมีความหลากหลาย ปีจจัยด้านชาติกำเนิดจึงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่นำมาสู่ความเป็นชนชั้นนำ เจ้านายต้องปรับตัวโดยแสวงหาอำนาจจากช่องทางอื่นทดแทน อาทิ ทางเศรษฐกิจ การศึกษา อาชีพ โดยเฉพาะทางสังคม แต่สำหรับการปรับตัวในทางการเมืองแล้ว น่าสังเกตว่า กลุ่มเจ้านายมีการปรับตัวทางการเมืองปรากฎให้เห็นอย่างจำกัด  

ทั้งนี้เนื่องจากการปรับตัวที่เกิดขึ้นในตระกูล ณ เชียงใหม่ มีลักษณะที่เป็นปัจเจกบุคคล ไม่มีการสร้างเครือข่ายระหว่างกัน และไม่มีผู้นำที่แท้จริง ประกอบกับความไม่เป็นเอกภาพภายในตระกูล และการถูกความเป็นอื่นอื่นเข้าแทรกแซง ล้วนทำให้การปรับตัวที่เกิดขึ้นมีลักษณะไม่เป็นมวลรวม การปรับตัวทางการเมืองจึงกลายเป็นพลังที่กระจัดกระจาย อันไม่อาจจะทำให้การปรับตัว เพื่อรักษาความเป็นชนชั้นนำในสังคมเกิดขึ้นได้อย่างเข้มแข็ง และประสบความสำเร็จเท่าที่ควร