มาตรการทางกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย

ผู้เรียบเรียง :
สิริพิชญ์ชนก คุณประเสริฐ, นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานบริการวิชาการ 3 สำนักวิชาการ
วันที่ออกอากาศ :
2569-04
ประเภทสิ่งพิมพ์ :
หน่วยงานที่เผยแพร่ :
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. สำนักวิชาการ
สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

 

“พื้นที่ชุ่มน้ำ” เป็นพื้นที่ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำหรือชุ่มไปด้วยน้ำตามฤดูกาล อาจเกิดจากน้ำใต้ดินซึมขึ้นมาจากชั้นหิน หรืออาจมาจากแม่น้ำ ทะเล หรือทะเลสาบบริเวณใกล้เคียง โดยพื้นที่ชุ่มน้ำมีทั้งพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นน้ำจืดและพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเล ซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ถือเป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญของพืชและสัตว์นานาชนิด และเป็นพื้นที่ทำรังวางไข่ แหล่งเพาะพันธุ์และอนุบาลสัตว์น้ำ รวมถึงเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ ตลอดจนเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ นอกจากนี้ พื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนที่ช่วยลดโลกร้อน โดยมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงกว่าป่าไม้ 5-10 เท่า รวมทั้งช่วยลดความรุนแรงของน้ำท่วม ลดการพังทลายหน้าดิน ช่วยควบคุมการไหลเวียนของน้ำไปยังแหล่งน้ำใต้ดิน และคงความสมดุลของทรัพยากรทางชีวภาพไว้

พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ เช่น คลอง ห้วย ลําธาร แม่น้ำ บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ หนองน้ำ ที่ลุ่มชื้นแฉะ ทะเล ชายฝั่งทะเล และปากแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยที่ผ่านมากลับพบสภาพปัญหาการสูญเสียและความเสื่อมโทรมของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยสาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นไปในรูปแบบอื่น เช่น พื้นที่เพื่อการเกษตร การแผ่ขยายของชุมชนเมือง การสร้างเขื่อนและการจัดการน้ำ รวมไปถึงการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต่าง ๆ จากปัญหาดังกล่าว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศ ดังนั้น เพื่อสร้างกลไกในการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ และเพื่อยกระดับมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติให้ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ประเทศไทยจึงได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Convention on Wetlands of International Importance as Waterfowl Habitat or Ramsar Convention) เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541

ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ประเทศไทยจึงอนุวัตการกฎหมายภายในประเทศเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยได้กำหนดกลไกทางกฎหมายเพื่อเป็นกรอบในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ในการอนุรักษ์และลดภัยคุกคามต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่

  1. 1) พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีวัตถุประสงค์ในการบูรณาการและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ และ
  2. 2) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561

ซึ่งมีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีการออกประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการซึ่งต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กำหนดให้โครงการเหมืองแร่ทุกชนิด โครงการทางหลวงหรือถนนตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง และโครงการโรงงานไฟฟ้าความร้อนทุกประเภท ยกเว้นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิง ที่ตั้งอยู่ใน หรือใกล้ หรือตัดผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar sites) ในรัศมี 2 กิโลเมตร ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันยังขาดเอกภาพ เนื่องจากการบริหารจัดการแยกตามภารกิจของหลายหน่วยงาน ทำให้ขาดการบูรณาการร่วมกันและไม่มีมาตรการโดยตรงเพื่อการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 จึงได้เสนอให้มีกฎหมายเฉพาะด้านเกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยได้เสนอร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญในการยับยั้งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยกำหนดให้มีระบบการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำตามหลักการของความยั่งยืนและการใช้ประโยชน์เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ผ่านกลไกมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ การใช้กลไกของคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำจังหวัด และคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำกรุงเทพมหานคร เพื่อกำหนดแนวทางการจัดทำแผนอนุรักษ์และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ประจำพื้นที่ชุ่มน้ำแต่ละประเภทให้สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ชุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ การกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการคุ้มครอง และดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ การกำหนดให้องค์กรเอกชนที่มีวัตถุประสงค์หรือกิจกรรมเกี่ยวข้องโดยตรงกับพื้นที่ชุ่มน้ำในท้องถิ่น สามารถจดทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนพื้นที่ชุ่มน้ำท้องถิ่น การจัดตั้งกองทุนพื้นที่ชุ่มน้ำในกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ พ.ศ. .... มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ แต่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจากยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติพื้นที่ชุ่มน้ำ พ.ศ. .... ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย ประเทศไทยจะมีกลไกการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ อันเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและสอดคล้องกับพันธกรณีตามอนุสัญญาแรมซาร์ต่อไป