Year of Research: B.E. 2567 – B.E. 2568
กระบวนการงบประมาณเป็นกลไกที่มีความสำคัญต่อภาครัฐในการวางแผนการจัดสรรและบริหารการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรไทยจะมีกระบวนการงบประมาณที่มีทิศทางการพัฒนาที่ดีขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประกอบกับมีการจัดตั้ง สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกระบวนการงบประมาณและการปฏิบัติงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภายังเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคสำคัญหลายประการทั้งในเชิงทางด้านกฎหมายและการเมือง ระบบสนับสนุนกระบวนการงบประมาณ และการบริหารจัดการ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการ
โดยงานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกทั้งผู้แทนจากฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา และนักวิชาการทั้งด้านกฎหมาย การคลังและงบประมาณ เป็นต้น รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง จำนวน 33 คน และใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณอาศัยการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์กับบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ จำนวน 400 คน และใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics)
ผลการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า หน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี และกระบวนการจัดทำงบประมาณ การพิจารณาอนุมัติงบประมาณ และการติดตามผลการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่ (1) สำนักงบประมาณของรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และ (2) สำนักส่งเสริมวิชาการรัฐสภา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยการนิติบัญญัติ”) สถาบันพระปกเกล้า ทั้ง 2 หน่วยงานแม้จะมีบทบาทที่แตกต่างกันในเชิงหน้าที่ แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการยกระดับขีดความสามารถของรัฐสภาไทยให้เป็นองค์กรนิติบัญญัติที่มีความรู้ มีข้อมูล และมีศักยภาพในการกำกับ ตรวจสอบ และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
ขณะที่ผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคทั้งในส่วนของสำนักงบประมาณของรัฐสภา และกระบวนการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎรนั้น พบว่า ปัญหาที่พบเสมือนเป็นภาพที่สะท้อน “กับดักสามชั้น” ของกระบวนการงบประมาณไทยและหน่วยงานสนับสนุนอย่างสำนักงบประมาณของรัฐสภา ชั้นแรกคือ โครงสร้างกฎหมายที่ทำให้บทบาทฝ่ายนิติบัญญัติไม่เป็นอิสระพอและเสี่ยงต่อการปะปนบทบาทกับฝ่ายบริหาร ประกอบกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่สนับสนุนอย่างสำนักงบประมาณของรัฐสภาติดกับดักในเชิงโครงสร้างของระบบราชการ ไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับความเป็นหน่วยงาน มีสถานะเป็นเพียงหน่วยงานภายใต้ระบบราชการ ทำให้ขาดความเป็นอิสระในการทำงานและไม่มีอำนาจในการบังคับขอข้อมูล ชั้นที่สองคือ หลักปฏิบัติและมาตรฐานข้อมูล ที่ยังขาดความโปร่งใสและมุมมองเชิงอนาคตอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ยังไม่อนุญาตให้เผยแพร่การประชุมพิจารณางบประมาณในชั้นของคณะกรรมาธิการสู่สาธารณะ และการเข้าถึงข้อมูลของทั้งประชาชนและสำนักงบประมาณของรัฐสภาที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับข้อมูลมีความสลับซับซ้อนและค่อนข้างยากต่อการทำความเข้าใจ และชั้นที่สามคือ ขีดความสามารถเชิงปฏิบัติการที่ยังไม่เอื้อต่อหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสำนักงบประมาณของรัฐสภาเท่าที่ควร ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีที่ใช้ในการวิเคราะห์ จัดเก็บ และเผยแพร่ข้อมูลที่ยังมีข้อจำกัดและไม่เพียงพอ เครื่องมือ อุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีไม่ทันสมัย ไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและในเชิงลึกได้เท่าที่ควร ทรัพยากรบุคคลที่มีไม่เพียงพอกับปริมาณและภาระงานที่มากทั้งงานหลักและงานรอง รวมทั้งการขาดบุคลากรที่มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะในสาขาวิชาชีพที่จำเป็น นอกจากนั้นยังขาดกลไกทางกฎหมายที่สนับสนุนการเข้าถึงข้อมูล และการขาดกลไกความร่วมมือที่จะช่วยสนับสนุนให้สำนักงบประมาณของรัฐสภาและกระบวนการงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ส่วนการถอดบทเรียนจากประสบการณ์ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาในต่างประเทศทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (CBO) แคนาดา (OPBO) และเกาหลีใต้ (NABO) พบว่า สำนักงบประมาณของรัฐสภาทั้ง 3 ประเทศ สามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ และมีกฎหมายของตนเอง รองรับเฉพาะหน่วยงาน พร้อมทั้งมีบทบาทหน้าที่ในการทำงานคล้ายคลึงกัน คือ การวิเคราะห์งบประมาณของฝ่ายบริหารและสภาวะเศรษฐกิจและสังคมที่อาจส่งผลกระทบต่องบประมาณ รวมทั้งการประเมินต้นทุนหรือรายจ่ายเพื่อป้องกันหรือลดภาระทางการคลังของประเทศ และสนับสนุนข้อมูลสำคัญดังกล่าวให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้งนี้ ตัวแบบที่ดีของสำนักงบประมาณของรัฐสภาพจากทั้ง 3 ประเทศ มีความแตกต่างกับสำนักงบประมาณของรัฐสภาประเทศไทยที่ไม่ได้มีกฎหมายรองรับความเป็นหน่วยงานที่ชัดเจน หากแต่เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งภายใต้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา
ในส่วนของผลการวิจัยเชิงปริมาณซึ่งมีการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 357 คน เพื่อตอบวัตถุประสงค์เกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภานั้น พบว่า ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างต่อปัจจัยหลักทั้งสามด้านที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของ PBO อยู่ในระดับ “มาก” ในภาพรวม โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ในส่วนความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ของ PBO (ตัวแปรตาม Y) นั้น กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมิติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ประเด็นที่ได้รับความคิดเห็นน้อยที่สุดคือ การเผยแพร่ข้อมูลด้านงบประมาณไปยังสาธารณชน และเมื่อพิจารณาถึงผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ) พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) ได้แก่ ภาวะผู้นำ (X18) หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) (X11) การบริหารจัดการโครงสร้างองค์การ (X13) บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และประเพณีปฏิบัติทางการเมือง (X1) และ สภาวะดุลอำนาจทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร (X3)
จากผลการศึกษาทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ คณะผู้วิจัยได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและกระบวนการงบประมาณของสภาผู้แทนราษฎร โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังต่อไปนี้
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการงบประมาณ ประกอบด้วย
- ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภา ประกอบด้วย
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th