งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การศึกษา ค้นคว้า และแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการแก้ไขหรือร่างกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย และกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับพันธกรณีตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศและสิทธิชมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงรองรับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน AEC พร้อมกับการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อการปกป้องสินค้าอาหารไทย ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางการแก้ไขกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยการวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพสาขานิติศาสตร์ งานวิจัยจึงใช้วิจัยเอกสาร (documentary research) เป็นหลักร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) การเก็บข้อมูลจากภาคสนาม (field research) การระดมความคิดของนักวิจัย ร่วมกับการสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา นักวิชาการสาขานิติศาสตร์ ผู้พิพากษา และผู้ผลิตสินค้าอาหารไทย
งานวิจัยฉบับนี้ปรากฏผลการศึกษาว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ตั้งอยู่บนสิทธิชุมชน โดยชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิทธิ กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก และภายใต้หลักลำดับศักดิ์แห่งกฎหมายและความชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญการมอบสิทธิชุมชนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ไม่ขัดหรือแย้งต่อสิทธิชุมชนตามกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย รวมทั้งการวิจัยมีผลสรุปสามประการ ดังนี้
ประการแรก การรวบรวมข้อมูลกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูนิศาสทร์ของกลุ่มประเทศที่เลือกศึกษาสี่ประเทศ ได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศอินเดีย ภายใต้ข้อ 22.2 ความตกลงทริปส์ที่บัญญัติว่า ประเทศสมาชิกต้องใช้วิธีการทางกฎหมายในลักษณะใด ๆ เพื่อป้องกันการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่มิชอบ กลุ่มประเทศที่เลือกศึกษาและประเทศไทยจึงเลือกใช้ระบบกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ใน 3 รูปแบบ รูปแบบกฎหมายเฉพาะ (sui generis) ของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย รูปแบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศอินโดนีเซีย และรูปแบบระบบผสมของประเทศสิงคโปร์
อย่างไรก็ดีระหว่างระบบกฎหมายสามรูปแบบข้างต้น รูปแบบกฎหมายเฉพาะมีความสอดคล้องกับแนวนโยบายครัวของโลก (kitchen of the world) ของรัฐบาลประเทศไทย แต่กฎหมายฉบับนี้ยังต้องปรับแก้ไขเนื้อหาบางส่วน เพื่อการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าในสินค้าอาหารไทย ไม่ว่าคำนิยามศัพท์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คำนิยามศัพท์สินค้า คำนิยามแหล่งภูมิศาสตร์ผู้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตามมาตรา 3 และ 7 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตสินค้าอาหารไทย และการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าสินค้าอาหารไทยควรใช้ประโยชน์จากฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ร่วมกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ
ประการที่สอง การปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 กฎหมายฉบับนี้ไม่มีวัตถุประสงศ์ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 มีผลทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อผู้ผลิตสินค้าต้องควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสินค้ามีคุณสมบัติความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งภูมิศาสตร์ที่ผลิตสินค้ากับคุณภาพ ชื่อเสียง คุณลักษณะเฉพาะของสินค้าตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ส่งผลให้ภูมิญญาท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าอาหารไทยได้รับการอนุรักษ์ แต่การใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 สร้างผลกระทบต่อภูมิญญาท้องถิ่น ดังนี้
ประการที่สาม พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย พ.ศ. 2546 สอดคล้องกับความตกลงทริปส์และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายใต้หลักการว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิทธิ สิทธิชุมชนเป็นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการผูกขาดการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการจำเป็นรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ชุมชนและประโยชน์สาธารณะ ดังนี้
ผลการวิจัยทั้งหมดจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย พ.ศ. 2546 สองกรณีด้วยกัน คือ กรณีแรก การใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของสินค้าอาหารไทย กฎหมายฉบับนี้ควรแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อกฎหมายฉบับนี้ สอดคล้องกับนโยบายครัวโลกของรัฐบาลไทย เริ่มต้นจากการเพิ่มเติมคำนิยามศัพท์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่า สินค้าในแหล่งภูมิศาสตร์นี้ให้หมายความรวมถึงสินค้าที่ถูกผลิตเพียงขั้นตอนหนึ่งในพื้นที่ หรือสินค้าที่ถูกผลิตบางขั้นตอนในพื้นที่ หรือสินค้าที่ถูกตระเตรียมในพื้นที่ซึ่งพื้นที่ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นพื้นที่ในดินแดน ภูมิภาค หรือท้องถิ่น และการเพิ่มคำว่า "อาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด" ลงในคำนิยามศัพท์สินค้า และการจำแนกประเภทสินค้าอื่น ๆ ควรอยู่ในรูปกฎกระทรวงประกอบการใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งการจำแนกประเภทสินค้านี้ควรสอดคล้องกับการปฏิบัติกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งศัพท์แหล่งภูมิศาสตร์ควรเพิ่มข้อความว่า "สัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนท้องถิ่น" ไว้ก่อนคำว่า "หรือพื้นที่อื่นทำนองเดียวกันด้วย" ขณะเดียวกัน
การศึกษาฉบับนี้มีขีอเสนอแก้ไขผู้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และการละทิ้งคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยการเพิ่มข้อความว่า "หรือส่วนราชการ หน่วยราชการของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล" ต่อท้ายคำว่า "หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล" ตามมาตรา 7 (1) พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ในฐานะที่หน่วยราชการ เหล่านี้เป็นตัวแทนของส่วนราชการ หน่วยราชการของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และ
หน่วยราชการเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าในชุมชนท้องถิ่น และการยกเลิกมาตรา 7 (3) พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เหตุจากกลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าตามมาตราดังกล่าวไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่ติดต่อหรือประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าตามคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งการยกเลิกมาตรา 7 (3) ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อนายทะเบียน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ทำให้นายทะเบียนไม่ต้องรับคำขอขึ้นทะเบียนจำนวนมากที่ไม่อารขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามกฎหมาย
กรณีที่สอง การใช้พระราชบัญญัติคุ้มตรองสิ่งบ่งขี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมต่อการปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นหากสินค้าตามกฎหมายฉบับนี้ถูกผลิตขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ยังไม่มีกฎกระทรวงหรือการบัญญัติรายละเอียดมาตรการสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าอาหารไทย การศึกษาฉบับนี้จึงนำเสนอสองมาตรการ คือ
ทั้งนี้ การเสนอมาตรการระยะสั้นและมาตรการะยะยาวเป็นผดีดีต่อชุมชุมชุมท้องถิ่นและผู้ผลิตสินค้าในชุมชนท้องถิ่น แม้ในอนาคตพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ได้บัญญัติรายละเอียดสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น แต่การขับระโลชน์ทั้งพระราชบัญญัติคุ้เครรส่งทั้วทานภูมิศาสทร์ พบธ์ 2545 ศามคู่ที่เกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับอื่นควรดำเนินต่อไป เพราะการมีกฎหมายหลายฉบับปกป้อง ผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นย่อมเป็นประโยชน์ เพื่อที่ชุมชนท้องถิ่นมีทางเลือกตามกฎหมายต่อการปกป้องทั้งผลประโยชน์ทางการค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น
สงวนลิขสิทธิ์ © 2565 หอสมุดรัฐสภา
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์ : +66(0) 2242 5900 ต่อ 5714, 5715, 5721-22 โทรสาร : +66(0) 2242 5990
อีเมล : library@parliament.go.th