รายงานการวิจัย เรื่อง มาตรการกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสินค้าอาหารในประชาคมอาเซียน : บทเรียนสำหรับประเทศไทย

ผู้แต่ง :
ทวีพฤทธิ์ ศิริศักดิ์บรรจง
เจษฎ์ โทณะวณิก
ร.ต.อ. ดร.ชูชีวรรณ ตมิศานนท์
จุฬา จงสถิตย์ถาวร
เบญญา วงศ์สว่าง
จำนวนหน้า :
316
ปีที่เผยแพร่ :
2560
ประเภท :
งานวิจัยโดยสถาบันและนักวิชาการอิสระ
ผู้ให้ทุน/ผู้สนับสนุน :
ได้รับทุนในการวิจัยจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2558
บทคัดย่อ/เนื้อเรื่องย่อ :

 

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่การศึกษา ค้นคว้า และแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมต่อการแก้ไขหรือร่างกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย และกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ดังกล่าวต้องสอดคล้องกับพันธกรณีตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศและสิทธิชมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมถึงรองรับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน AEC พร้อมกับการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับมาตรการกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อการปกป้องสินค้าอาหารไทย ซึ่งหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางการแก้ไขกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยการวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพสาขานิติศาสตร์ งานวิจัยจึงใช้วิจัยเอกสาร (documentary research) เป็นหลักร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) การเก็บข้อมูลจากภาคสนาม (field research) การระดมความคิดของนักวิจัย ร่วมกับการสนทนากลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่ากรมทรัพย์สินทางปัญญา นักวิชาการสาขานิติศาสตร์ ผู้พิพากษา และผู้ผลิตสินค้าอาหารไทย

งานวิจัยฉบับนี้ปรากฏผลการศึกษาว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ตั้งอยู่บนสิทธิชุมชน โดยชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิทธิ กฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามพันธกรณีความตกลงทริปส์ขององค์การการค้าโลก และภายใต้หลักลำดับศักดิ์แห่งกฎหมายและความชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญการมอบสิทธิชุมชนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ไม่ขัดหรือแย้งต่อสิทธิชุมชนตามกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย รวมทั้งการวิจัยมีผลสรุปสามประการ ดังนี้

ประการแรก การรวบรวมข้อมูลกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูนิศาสทร์ของกลุ่มประเทศที่เลือกศึกษาสี่ประเทศ ได้แก่ประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศอินเดีย ภายใต้ข้อ 22.2 ความตกลงทริปส์ที่บัญญัติว่า ประเทศสมาชิกต้องใช้วิธีการทางกฎหมายในลักษณะใด ๆ เพื่อป้องกันการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่มิชอบ กลุ่มประเทศที่เลือกศึกษาและประเทศไทยจึงเลือกใช้ระบบกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ใน 3 รูปแบบ รูปแบบกฎหมายเฉพาะ (sui generis) ของประเทศมาเลเซีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย รูปแบบกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศอินโดนีเซีย และรูปแบบระบบผสมของประเทศสิงคโปร์

อย่างไรก็ดีระหว่างระบบกฎหมายสามรูปแบบข้างต้น รูปแบบกฎหมายเฉพาะมีความสอดคล้องกับแนวนโยบายครัวของโลก (kitchen of the world) ของรัฐบาลประเทศไทย แต่กฎหมายฉบับนี้ยังต้องปรับแก้ไขเนื้อหาบางส่วน เพื่อการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าในสินค้าอาหารไทย ไม่ว่าคำนิยามศัพท์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คำนิยามศัพท์สินค้า คำนิยามแหล่งภูมิศาสตร์ผู้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตามมาตรา 3 และ 7 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับกระบวนการผลิตสินค้าอาหารไทย และการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าสินค้าอาหารไทยควรใช้ประโยชน์จากฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ร่วมกับกฎหมายฉบับอื่น ๆ

ประการที่สอง การปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 กฎหมายฉบับนี้ไม่มีวัตถุประสงศ์ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นแต่พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 มีผลทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อผู้ผลิตสินค้าต้องควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้าตามภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสินค้ามีคุณสมบัติความเชื่อมโยงระหว่างแหล่งภูมิศาสตร์ที่ผลิตสินค้ากับคุณภาพ ชื่อเสียง คุณลักษณะเฉพาะของสินค้าตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ส่งผลให้ภูมิญญาท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าอาหารไทยได้รับการอนุรักษ์ แต่การใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 สร้างผลกระทบต่อภูมิญญาท้องถิ่น ดังนี้

  • กรณีแรก ผลกระทบต่อการคงอยู่และสูญหายของภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย การใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 มีผลต่อการคงอยู่ของภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย เนื่องจากธรรมชาติสินค้าอาหารไทยแต่ละชนิดมีสูตรการปรุงตามภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายสูตร แต่เมื่อสินค้าอาหารไทยเป็นสินค้าในระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผู้ผลิตในระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จำเป็นต้องผลิตสินค้าสูตรการผลิตเดียวกันภายใต้ข้อกำหนดมาตรฐานสินค้าและการรักษามาตรฐานสินค้าตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ผลดีคือสูตรการผลิตอาหารตามภูมิปัญญาท้องถิ่นใดได้รับการคัดสรรจากผู้ผลิต เพื่อการผลิตสินค้าตามข้อกำหนดมาตรฐานการผลิต สูตรการผลิตสินค้าอาหารไทยดังกล่าวย่อมคงอยู่ในทางกลับกันการที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้กฎหมายฉบับนี้มีผลต่อการลดความหลากหลายของสูตรการผลิตสินค้าอาหารไทยตามภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่นใดขาดคุณสมบัติความเชื่อมโยงคุณภาพชื่อเสียง คุณลักษณะเฉพาะของสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์ที่ผลิตสินค้า ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้ไม่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นจากฎหมายฉบับนี้ และการใช้กฎหมายฉบับนี้ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงการอพยพย้ายฐานการผลิตสินค้าของผู้สืบทอดประเพณีวัฒนธรรมสินค้าอาหาไทย ทั้งหมดนี้ล้วนมีผลต่อการสูญหายภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทยทั้งสิ้น 
  • กรณีที่สอง พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ไม่สามารถปกป้องการเป็นพหุวัฒนธรรมสินค้าอาหารไทย ในฐานะที่พหุวัฒนธรรมสินค้าอาหารไทยเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารของหลายชาติเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวไทย แต่เมื่อสินค้าในระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จำเป็นต้องรักษามาตรฐานการผลิตตามข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า และสินค้าตามกฎหมายฉบับนี้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์  ผู้ผลิตสินค้าอาหารไทยในระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ขึ้นทะเบียนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสูตรการผลิตสินค้าโดยลำพัง และการเปลี่ยนสูตรการผลิตสินค้าอาหารไทยยังต้องคำนึงถึงการรับรู้ของผู้บริโภค เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนหลงผิดจากการใช้ชื่อสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กับสินค้าอาหารไทย
  • กรณีที่สาม พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสทร์ พ.ศ. 2546  สร้างผลกระทบต่อการสืบทอดและส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย โดยในแง่ภูมิปัญญาท้องถิ่นผู้สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทยมักเป็นบุคคลในครอบครัว และวิธีการสืบทอดคือการปฏิบัติให้ดูเพื่อผู้สืบทอดปฏิบัติตาม รวมทั้งผู้รับการสืบทอดต้องค่อย ๆ บ่มเพาะประสบการณ์ในการปรุงอาหารด้วยตนเอง แต่เมื่อสินค้าอาหารไทยเป็นสินค้าในระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผู้ผลิตสินค้าจำเป็นต้องใช้กระบวนการผลิต เพื่อการรักษามาตรฐานสินค้าตามข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า การสืบทอดและส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทยจึงต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการผลิต เพื่อการสนองตอบความต้องการผู้บริโภคไม่ใช่เพียงความต้องการของสมาชิกในครอบครัวหรือชุมชนท้องถิ่น

ประการที่สาม พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย พ.ศ. 2546 สอดคล้องกับความตกลงทริปส์และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ภายใต้หลักการว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิทธิ สิทธิชุมชนเป็นสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อการผูกขาดการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และการจำเป็นรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ชุมชนและประโยชน์สาธารณะ ดังนี้

  • กรณีแรก ชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิทธิ โดยชุมชนท้องถิ่นตามพระราชญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เป็นกลุ่มประชาชนที่มีจุดเกาะเกี่ยวด้านการอาศัยในแหล่งภูมิศาสตร์เดียวกัน และการแสวงหาประโยชน์ทางการค้าร่วมกัน จากการที่ชุมชนท้องถิ่นใช้ชื่อสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ขึ้นทะเบียนร่วมกัน
  • กรณีที่สอง สิทธิชุมชนตามพระราชบัญญัติคุ้มศรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตรีไทย พ.ศ. 2546 เป็นสิทธิผูกขาดการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อการจำหน่ายสินค้าของผู้ผลิตสินค้าในแหล่งภูมิศาสตร์ตามข้อ 22.2 ความตกลงทริปส์ และสิทธิชุมชนตามกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
  • กรณีที่สาม การจำเป็นรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ของชุมชนและประโยชน์สาธารณะตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นไปตามหลักจำเป็นรักษาสมดุลตามความตกลงทริปส์ และหลักประโยชน์สาธารณะมีความสำคัญมากกว่าประโยชน์ของปัจเจกชนและชุมชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประโยชน์สาธาธารณะมีความสำคัญสูงกว่าประโยชน์ของชุมชนและประโยชน์ของปัจเจกชน เพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นงานสาธารณะ (public domain) สาธารณชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างปราศจากข้อจำกัดตามกฎหมาย ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นเป็นเจ้าของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และผู้ผลิตผู้ประกอบการค้าแต่ละรายตามมาตรา 25 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.ศ. 2546 เป็นปัจเจกชนผู้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

ผลการวิจัยทั้งหมดจึงนำมาสู่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย พ.ศ. 2546 สองกรณีด้วยกัน คือ กรณีแรก การใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อการปกป้องผลประโยชน์ทางการค้าของสินค้าอาหารไทย กฎหมายฉบับนี้ควรแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาตามมาตรา 3 พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อกฎหมายฉบับนี้ สอดคล้องกับนโยบายครัวโลกของรัฐบาลไทย เริ่มต้นจากการเพิ่มเติมคำนิยามศัพท์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ว่า สินค้าในแหล่งภูมิศาสตร์นี้ให้หมายความรวมถึงสินค้าที่ถูกผลิตเพียงขั้นตอนหนึ่งในพื้นที่ หรือสินค้าที่ถูกผลิตบางขั้นตอนในพื้นที่ หรือสินค้าที่ถูกตระเตรียมในพื้นที่ซึ่งพื้นที่ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นพื้นที่ในดินแดน ภูมิภาค หรือท้องถิ่น และการเพิ่มคำว่า "อาหารหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด" ลงในคำนิยามศัพท์สินค้า และการจำแนกประเภทสินค้าอื่น ๆ ควรอยู่ในรูปกฎกระทรวงประกอบการใช้กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งการจำแนกประเภทสินค้านี้ควรสอดคล้องกับการปฏิบัติกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งศัพท์แหล่งภูมิศาสตร์ควรเพิ่มข้อความว่า "สัญลักษณ์หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้เรียกหรือใช้แทนท้องถิ่น" ไว้ก่อนคำว่า "หรือพื้นที่อื่นทำนองเดียวกันด้วย" ขณะเดียวกัน

การศึกษาฉบับนี้มีขีอเสนอแก้ไขผู้ขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์ เพื่อแก้ไขปัญหาการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์และการละทิ้งคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยการเพิ่มข้อความว่า "หรือส่วนราชการ หน่วยราชการของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่ไม่เป็นนิติบุคคล" ต่อท้ายคำว่า "หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล" ตามมาตรา 7 (1) พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 ในฐานะที่หน่วยราชการ เหล่านี้เป็นตัวแทนของส่วนราชการ หน่วยราชการของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และ
หน่วยราชการเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าในชุมชนท้องถิ่น และการยกเลิกมาตรา 7 (3) พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เหตุจากกลุ่มผู้บริโภคหรือองค์กรผู้บริโภคสินค้าตามมาตราดังกล่าวไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและไม่ติดต่อหรือประสานงานกับผู้ผลิตสินค้าตามคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งการยกเลิกมาตรา 7 (3) ดังกล่าวมีประโยชน์ต่อนายทะเบียน กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ทำให้นายทะเบียนไม่ต้องรับคำขอขึ้นทะเบียนจำนวนมากที่ไม่อารขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตามกฎหมาย

กรณีที่สอง การใช้พระราชบัญญัติคุ้มตรองสิ่งบ่งขี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทย แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะสมต่อการปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่กฎหมายฉบับนี้มีประโยชน์ทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นหากสินค้าตามกฎหมายฉบับนี้ถูกผลิตขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ขณะที่พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ยังไม่มีกฎกระทรวงหรือการบัญญัติรายละเอียดมาตรการสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ผลิตสินค้าอาหารไทย การศึกษาฉบับนี้จึงนำเสนอสองมาตรการ คือ

  • มาตรการระยะสั้น การปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินสินค้าอาหารไทยควรใช้ประโยชน์จากพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ. 2546 เพื่อประโยชน์ทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทยร่วมกับความคุ้มครองจากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับอื่นร่วมด้วย เช่น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.ศ. 2522 เป็นต้น ฉบับนี้
  • มาตรการระยะยาว การปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นสินค้าอาหารไทยรวมถึงสินค้าอาหารไทยตัวอย่างในการศึกษาประเภทยิ้มยำกุ้ง แกงมัสมั่น ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ขนมสาลีเมืองสุพรรณควรใช้ประโยชน์จากกฎหมายเฉพาะพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ซึ่งในอนาคตกระทรวงวัฒนธรรมหน่วยราชการที่มีการกิจโดยตรงตามกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องเร่งปฏิบัติงานสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การเสนอมาตรการระยะสั้นและมาตรการะยะยาวเป็นผดีดีต่อชุมชุมชุมท้องถิ่นและผู้ผลิตสินค้าในชุมชนท้องถิ่น แม้ในอนาคตพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 ได้บัญญัติรายละเอียดสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็น แต่การขับระโลชน์ทั้งพระราชบัญญัติคุ้เครรส่งทั้วทานภูมิศาสทร์ พบธ์ 2545 ศามคู่ที่เกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาฉบับอื่นควรดำเนินต่อไป เพราะการมีกฎหมายหลายฉบับปกป้อง ผลประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นย่อมเป็นประโยชน์ เพื่อที่ชุมชนท้องถิ่นมีทางเลือกตามกฎหมายต่อการปกป้องทั้งผลประโยชน์ทางการค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่น