หลังจากประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย ในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ให้ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ได้มีการบัญญัติเรื่องการยุบสภาไว้เป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งสมาชิกมาใหม่ ในพระราชกฤษฎีกาให้ยุบสภาเช่นนี้ ต้องมีกำหนดให้เลือกตั้งสมาชิกใหม่ภายในเก้าสิบวัน” [1]
การยุบสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 [2] ในรัฐบาลคณะรัฐมนตรี ชุดที่ 8 มีนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 4 เนื่องจากรัฐบาลแพ้เสียงมติของสภาในการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2447 ข้อ 68 เกี่ยวกับวิธีการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ การยุบสภาในครั้งนี้ถือเป็นการใช้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองขณะนั้นประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
มูลเหตุของการยุบสภาครั้งแรก เป็นผลมาจากความเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับคณะรัฐมนตรี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 21 สมัยสามัญ วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2481 [3] ได้มีการพิจารณาญัตติของนายถวิล อุดม ผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดกับพวก เรื่อง “ญัตติ ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร” โดยญัตติดังกล่าวเป็นการขอแก้ข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช2447 ข้อ 68 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเงินของแผ่นดิน ควรที่สภาจะได้ทราบรายการและข้อเท็จจริงต่างๆ ในงบประมาณแผ่นดินให้ละเอียดยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ อันจะทำให้การพิจารณางบประมาณของสภารวดเร็วยิ่งขึ้น [4]
ในการอภิปรายญัตตินี้นายถวิล อุดม ผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้เสนอญัตติได้อภิปรายชี้แจงมีใจ ความสำคัญ คือ “การที่รัฐบาลจะเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีต่อสภานั้น ให้รัฐบาลเสนอรายละเอียดทั้งรายรับรายจ่ายตามงบประมาณนั้นโดยแจ้งชัด เพื่อให้สมาชิกสภาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติงบประมาณ ได้ทราบก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติไปตามยอดงบประมาณที่รัฐบาลเสนอ”
[1] รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, มาตรา 35
[2] นรนิติ เศรษฐบุตร. (2555). วันการเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า, 221.
[3] รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร. ชุดที่ 4 ปีที่ 1 ครั้งที่ 21 (สมัยสามัญ สมัยที่สอง) วันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2481, 1423 - 1463.
[4] เสน่ห์ จันทร์กระจ่าง. (2519). การยุบสภาผู้แทนฯในไทย. รัฐสภาสาร, 24 (2), 22 - 25.
พระยาไชยยศสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อภิปรายชี้แจงต่อสภาว่า “ไม่สามารถจะทำได้ตามที่สมาชิกต้องการ เพราะรายละเอียดตามงบประมาณนั้นมีมาก จะต้องทำสำเนาเอกสารเป็นจำนวนมาก ไม่มีเวลาพอที่จะจัดการให้ทันตามกำหนดเวลาเสนองบประมาณ ทั้งจะต้องสิ้นเปลืองรายจ่ายในการดำเนินการเป็นอันมาก” [1]
ก่อนที่สภาจะลงมติ เห็นควรจะแก้ไขข้อบังคับตามที่สมาชิกสภาเสนอหรือไม่ พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีได้อภิปรายชี้แจงต่อที่ประชุมว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวโดยสุจริตใจว่าข้อบังคับอันนี้รัฐบาลรับไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะลงมติไปว่าให้รับหลักการแห่งร่างข้อบังคับนี้ แต่รัฐบาลเห็นว่าเป็นการผูกมัดเกินไป และไม่มีใครเขาทำกันในโลกนี้ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลต้องรับร่างข้อบังคับนี้ไปแล้วเมื่อไม่สามารถกระทำได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าคณะรัฐบาลจะลาออกหมด”
จากนั้นที่ประชุมสภามีการลงมติ ด้วยวิธีลงคะแนนลับแล้ว ปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยกับญัตติดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 45 ต่อ 31 และได้ลงมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ไปพิจารณาญัตตินั้นต่อไปตามระเบียบ เป็นอันว่ารัฐบาลพ่ายแพ้ในญัตติดังกล่าว
จากความพ่ายแพ้ของรัฐบาลในญัตติดังกล่าว เมื่อเลิกประชุมในวันนั้น พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี จึงได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อปรึกษาถึงการลาออก แต่ที่ประชุมเห็นว่า ควรจะยุบสภามากกว่าเพราะถ้าลาออก ก็จะไม่มีคณะรัฐมนตรีชุดใดปฏิบัติตามความประสงค์ของรัฐสภาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อนายกรัฐมนตรี ได้ถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งต่อคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปรากฏว่าคณะผู้สำเร็จราชการฯ ไม่เห็นชอบด้วย [2] โดยเห็นว่ารัฐบาลควรบริหารราชการต่อไป โดยให้เหตุผลว่าสภาพการณ์ของโลกในขณะนั้นอยู่ในช่วงคับขัน ประกอบกับคณะรัฐมนตรีจะต้องเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 8) ที่จะเสด็จกลับสู่พระนคร รัฐบาลควรอยู่บริหารราชการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรและคำแถลงการณ์ของรัฐบาล ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2481 เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ขึ้นใหม่ ภายใน 90 วัน [3] นับแต่วันยุบสภา โดยวันถัดมา วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2481 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรในวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 [4] นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งที่ 3 ของประเทศไทย
[1] ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. (2517). รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517). กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง, 270-271.
[2] สรรเสริญ สืบสหการ และ สานิตย์ โลหะชาละ. (2529). การยุบสภา. รัฐสภาสาร, 34 (6), 67 - 71.
[3] “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481 พร้อมคำแถลงการณ์” (11 ก.ย. 2481). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55 ก หน้า 405, น. 405-412.
[4] “พระราชกฤษฎีกาดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481” (12 ก.ย. 2481). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55 ก หน้า 413, น. 413 - 415.
บรรณานุกรม
- นรนิติ เศรษฐบุตร. (2555). วันการเมือง. กรุงเทพฯ : สถาบันพระปกเกล้า
- ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์. (2517). รัฐสภาไทยในรอบสี่สิบสองปี (2475-2517). กรุงเทพฯ : ช.ชุมนุมช่าง.
- “พระราชกฤษฎีกาดำเนินการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481” (12 ก.ย. 2481). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55 ก หน้า 413, น. 413 - 415.
- “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481 พร้อมคำแถลงการณ์”(11 ก.ย. 2481). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 55 ก หน้า 405, น. 405-412.
- รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร. ชุดที่ 4 ปีที่ 1 ครั้งที่ 21 (สมัยสามัญ สมัยที่สอง). (10 กันยายน 2481). กรุงเทพฯ : สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. กองการพิมพ์.
- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475.
- เสน่ห์ จันทร์กระจ่าง. (2519). การยุบสภาผู้แทนฯในไทย. รัฐสภาสาร, 24 (2), 22 - 25.
- สรรเสริญ สืบสหการ และ สานิตย์ โลหะชาละ. (2529). การยุบสภา. รัฐสภาสาร, 34 (6), 67 - 71.
หนังสือแนะนำอ่านเพิ่มเติม เรื่อง “การยุบสภา”
- กร กาญจนพัฒน์. (2566) บทความวิชาการ เรื่อง อำนาจยุบสภาผู้แทน : ประวัติการยุบสภาผู้แทนราษฎรไทยพิสดาร. กรุงเทพฯ : กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา. (KD 259 ก151บ 2566)
- กาญจนา เกิดโพธิ์ทอง. (2530). การยุบสภาในประเทศไทย Dissolution of parliament in Thailand. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ว KD259 ก425ก 2530)
- แดนชัย ไชวิเศษ. (2557). การยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : สำนักวิชาการสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (KD 259 ด952ก 2557)
- แดนชัย ไชวิเศษ (2559). Academic Focus (ธ.ค. ๒๕๕๙) (อายุของสภาผู้แทนราษฎรและการยุบสภา ผู้แทนราษฎร). Retrieved from: https://hdl.handle.net/20.500.14156/499931.
- ตวงรัตน์ เลาหัตถพงษ์ภูริ. (2545). ปัญหาทางกฎหมายของการยุบสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : หอสมุดรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. (สผ 19 3.5 328.32)